1111

หน้าแรก | สมุดเยี่ยม | วารสารปัญญา | บทความ |กระดานเสวน | ห้องรวมศิษย์ ล้านนา.| ติดต่อเรา .

    ยุทธศาสตร์ผนึกรวมพลังเจ็ดสร้างชุมชนน่าอยู่


ยุทธศาสตร์ผนึกรวมพลังเจ็ดสร้างชุมชนน่าอยู่

โดย ดร.ตระกูล ชำนาญ

15 มิถุนายน 2553 10:00


        นิยามศัพท์ ชุมชนน่าอยู่ หมายถึง ธัมมิกชุมชน มีวิถีชีวิตที่สมดุล มีคุณภาพชีวิตที่ดีพอประมาณ เลี้ยงพึ่งตนเองได้ทางเศรษฐกิจ มีสมรรถนะและศักยภาพพอเพียง ลดปัญหาอาชญากรรม ลดความเห็นแก่ตัว มีลักษณะประนีประนอม เอื้ออาทร สมานฉันท์ เกื้อกูลกัน มีไมตรีมิตรภาพต่อกัน มุ่งผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก ไม่ฟุ่มเฟือยจนเกินไป

หลักการและเหตุผล
       
เนื่องจากเป็นชุมชนที่เคยได้รับการพัฒนาชุมชนน่าอยู่ ในระดับหนึ่งแล้ว แต่ผลการพัฒนาดำเนินไปอย่างช้า ๆ ไม่สามารถบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ อาจจะสืบเนื่องมาจากมีปัญหา และอุปสรรคบางประการ เช่นปัญหาในการทำงานเป็นทีม (Team work) ปัญหาการประสานงาน ปัญหาการตรวจสอบและการประเมินผลการทำงาน วิสัยทัศน์ของผู้นำ ขาดการสนับสนุนด้านทรัพยากร ขาดความต่อเนื่องในการดำเนินงาน และการมีส่วนร่วมของชุมชน

         การกำหนดประเด็นปัญหา ยกขึ้นสู่ความสำคัญและจำเป็นเร่งด่วนในการดำเนินงาน ทั้งมิติการพัฒนา การบริหารจัดการสังคม ตลอดถึงประเทศองค์รวมให้ได้นั้น กระบวนการ หรือ ขั้นตอน (Step) หนึ่งที่สำคัญ คือ มีกลไก

          อันได้แก่คณะบุคคลที่ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่กำหนดประเด็นปัญหาที่สำคัญที่จะต้องดำเนินการ ทั้งในการแก้ไข ปรับ รื้อสร้าง รวมถึงการสร้างนวัตกรรม(Innovation)ทางความคิดขึ้นใหม่ มีเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อผลในเชิงบวกของสังคม ที่ว่านี้ เรียกว่า การกำหนดยุทธศาสตร์(Formulation of Strategy) จะเป็นเรื่องใด ด้านใดก็ได้ กิจกรรมที่สำคัญที่สุดในการศึกษาวิเคราะห์ปัญหาเพื่อกำหนดประเด็นปัญหาให้สำคัญถึงขั้นเป็นยุทธศาสตร์ คือ การศึกษาวิเคราะห์ด้วยเทคนิควิธีที่เรียกว่า SWOT ANALYSIS

          เป็นการศึกษาวิเคราะห์ตน องค์กรตนเอง ด้วยใจเป็นกลาง ปราศจากอคติ ศึกษาอย่างลึกซึ้งแท้จริง กล้าเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง การศึกษาวิเคราะห์แนวนี้ ได้แบ่งปัจจัย (Factors) หรือองค์ประกอบขององค์กร หรือบริบท (Contents)ขององค์กร ออกเป็นสองส่วน คือ ปัจจัยภายในองค์กร และปัจจัยภายนอกที่จะส่งผลกระทบ (Impact) ต่อองค์กร การศึกษาวิเคราะห์แบบ SWOT ANALYSIS จึงวิธีของการศึกษาวิเคราะห์ถึงปัจจัยภายในขององค์กร กล่าวคือ ศึกษาวิเคราะห์ จุดแข็ง (Strengths) ข้อดี จุดเด่น ภาพลักษณ์ที่ที่ดี ฯ วิเคราะห์ จุดอ่อน (Weakness) ข้อเสีย ข้อจำกัดจุดบอก จุดบกพร่อง หรือมุมมืด หรือหลุมดำขององค์กร วิเคราะห์โอกาส (Opportunities) สิ่งที่จะบังเกิดขึ้น ข้อได้เปรียบทางกายภาพและชีวภาพขององค์กรที่มีความเด่นชัด ช่องทางที่จะบังเกิดผลเชิงบวกมีความเสี่ยงน้อย และศึกษาวิเคราะห์ถึง สิ่งที่อาจเป็นปัญหาและอุปสรรคภัยคุกคาม (Treats) ต่อการบริหารงานขององค์กร วิธีการอย่างนี้เรียกว่า SWOT ANALASIS ในเชิงปฏิบัติเป็นเรื่องที่ได้ข้อเท็จจริงยาก เพราะคนเรามักเข้าข้างตนเองโดยเฉพาะระดับบริหารที่ไม่ใจเปิดกว้างพอข่อนข้างมีปัญหาในการศึกษาวิเคราะห์ ทั้งนี้ต้องไม่ลืมประเมินถึงสถานการณ์ (Situation) เป้าหมาย (Target) และหนทาง (Path) ที่จะเดินไปข้างหน้า บางหน่วยงานถึงขั้นจ้างบุคคลภายนอกมาศึกษาวิเคราะห์ ที่ในวงการวิชาการด้านบริหารเชิงกลยุทธ์ได้นำเสนอ ในประเทศไทยมาเป็นเวลาที่ไม่นานเท่าใดนัก ตัวผู้เขียนเองได้ผ่านกระบวนการฝึกอบรมเทคนิควิธีนี้ในโครงการพัฒนาผู้บริหารรุ่นที่ ๔ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๑ เมื่อมีโอกาสไปศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกด้านการพัฒนาสังคม ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก ก็ได้เรียนรู้เทคนิควิธีนี้เพื่อสร้างรูปแบบ (Model) ในการพัฒนา นับได้ว่า เป็นเรื่องที่น่าศึกษาเรียนรู้ให้เข้าใจในเชิงประยุกต์ใช้ให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรม (Concrete) มากยิ่งขึ้น

            ขั้นต่อไปหลักจากที่ได้ข้อเท็จจริงเชิงลึกที่ตกผลึกขององค์กร หน่วยงาน หรือ ชุมชน สุดแท้แต่เป้าหมายที่จะดำเนินงานว่าเป็นเป้าหมายคือ อะไร ขั้นตอนถัดจากนั้นคณะกรรมการ หรือทีมผู้รับผิดชอบที่ได้ศึกษาอย่างรอบคอบ ชัดเจนทุกประเด็นมุมมองแล้ว จึงตัดสินใจกำหนดประเด็น ปัญหาที่สำคัญ ให้เป็นยุทธศาสตร์ ในการบริหารจัดการองค์กร หน่วยงาน และชุมชนกลุ่มเป้าหมาย โดยผ่านกระบวนการตัดสินใจของประชาคมในองค์กร หน่วยงาน และชุมชน เพื่อรับผิดชอบร่วมกัน

             ผลลัพธ์ของการพัฒนาที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการวางแผนกำหนดยุทธศาสตร์ (Strategic Plan) จึงออกมาช้า และไม่สามารถบรรลุตามเป้าหมายทีกำหนดไว้ ดังนั้นเพื่อให้เกิดพลังในการพัฒนาชุมชนให้เป็นรูปธรรมในเชิงวิชาการ ผู้เขียนจึงขอเสนอยุทธศาสตร์ (Strategy) ผนึกรวมพลังเจ็ดสร้างชุมชนน่าอยู่ ซึ่งพลังเจ็ด คือ 1) สถาบันครอบครัว 2) องค์กรศาสนา หรือวัด (พระสงฆ์) 3) สถานศึกษา 4) ชุมชน 5) องค์กรพัฒนาภาคเอกชน 6) อาสาสมัคร 7) สื่อมวลชน

            พลังทั้งเจ็ดนี้แบ่งออกเป็นสองส่วน คือส่วนที่หนึ่ง เป็นทรัพยากรภายในชุมชนเอง (1, 2, 3, 4,) ส่วนที่สองเป็นทรัพยากรที่มาจากข้างนอกชุมชน (5, 6, 7) ซึ่งอาจจะอยู่ภายในชุมชนเองก็ได้แต่ส่วนมากไม่ค่อยมี

ดังแผนภาพ


กรอบแนวคิด

            ทรัพยากร/พลังทั้งเจ็ดนี้จะต้องถูกผนึกรวมเข้าเป็นหนึ่ง ถึงจะเกิดเป็นพลังส่งผลให้งานพัฒนาบรรลุเป้าหมายได้ ซึ่งแต่ละตัวมีความสำคัญในระดับยุทธศาสตร์การพัฒนาดังนี้

            1.ครอบครัว เป็นสถาบันหลักของสังคมอันดับแรกในทางสังคมวิทยา เป็นจุดกำเนิดของสังคมตามทัศนะคติของอริสโตเติล เป็นเบ้าหลอมพฤติกรรมของสมาชิก มีหน้าที่ในการสร้าง ขัดเกลา หรือกล่อมเกลาพฤติกรรมสมาชิกเพื่อไปเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม หรือทำหน้าที่ขัดเกลาทางสังคม (Socialization) ส่งผลให้สมาชิกมีคุณภาพ สมรรถนะ คุณลักษณะอันพึงประสงค์

            หน้าที่โดยตรง (Direct Function) ของครอบครัว เป็นความสัมพันธ์ หรือพันธกิจที่จะต้องปฏิบัติต่อกันระหว่าง พ่อกับแม่ หรือสามีกับภรรยา พ่อแม่กับบุตร บุตรกับพ่อแม่

            หน้าที่ หรือพันธกิจ ของสถาบันครอบครัวในมิติของพ่อแม่ที่มีต่อบุตร ประกอบด้วย1) สั่งสอนไม่ให้บุตรทำชั่ว 2)ให้ทำดี 3)รับผิดชอบเรื่องการศึกษา 4) สู่ขอคู่ครองที่ดีให้และ5)จัดการมอบมรดกให้เมื่อถึงเวลาอันควร (ที.ปา.11/98-204-202-206)

            ประเด็นพิจารณาก็คือว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน สถาบันครอบครัวได้ทำหน้าที่นี้สมบูรณ์เพียงใดมากน้อยขนาดไหน หรือว่า สักแต่ว่าผลิต สร้างสมาชิก/บุตร แต่หามีเวลาให้ครอบครัวเต็มที่ไม่ สุดแท้เหตุผล หรือเงื่อนไขของแต่ละบุคคล ปรากฏการณ์เช่นนี้มีมากในสังคมไทยปัจจุบัน มีผลต่อการเกิดช่องว่างระหว่างสมาชิกสังคม มีผลกระทบด้านลบต่อการพัฒนาอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

            หน้าที่/พันธกิจของบุตรต่อพ่อแม่ (ผู้ปกครอง) ตัวบุตร หรือเยาวชนไทยในปัจจุบันได้ตระหนัก หรือปฏิบัติมากน้อยหรือไม่อย่างไร น่าพิจารณาดูว่า จิตสำนึกของเยาวชนที่มีต่อพ่อแม่นั้นเป็นอย่างไร ตามหลักแล้วพันธกิจ/หน้าที่ของบุตร คือ 1)ได้เลี้ยงดูพ่อแม่เพียงใด หรือไม่ อย่างไร 2)ดูแลช่วยภารกิจของครอบครัว หรือไม่ 3)รักษาดำรงวงสกุลได้หรือเปล่า 4) พฤติกรรมการกระทำเหมาะสมกับฐานะวงสกุลเพียงใด และ5)ได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปหาบุพการีบุคคลพ่อแม่ผู้วายชนไปหรือไม่

            เยาวชน หรือเด็กไทยซึ่งครอบครัวเป็นผู้สร้างมาได้รับทราบ ยอมรับ และถือปฏิบัติหน้าที่ตรงจุดนี้ หรือไม่ อย่างไร ปัญหาวัยรุ่นปัจจุบัน ที่เป็นประเด็นที่ร้อนรุนแรงปรากฏอยู่อย่างดาดดื่นอยู่นี้ สันนิษฐานได้หรือไม่ว่าพวกเขาเหล่านั้น ไม่ได้รับการอบรมสั่งสนจากพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือครอบครัวเขาไม่ได้ขัดเกลา หรือว่าเป็นเพราะพวกเขาเองไม่ใส่ใจ ไม่ปฏิบัติหน้าที่เหล่านี้ของตนเอง สะท้อน บ่งบอกให้รู้ เห็นว่า ความสัมพันธ์เชิงหน้าที่/พันธกิจ ระหว่างพ่อแม่กับบุตร หรือเด็กยังเป็นไปตามนัยยะที่กล่าวหรือไม่ ถ้าหากไม่เป็นไปตามนี้พยากรณ์ได้ว่า มีช่องว่าง (Gap) เกิดขึ้น ส่งผลกระทบให้เกิดปัญหามิใช่เฉพาะครอบครัวเท่านั้นแต่หากเป็นสังคม ชุมชนด้วย

            ในส่วนของพ่อแม่ผู้ปกครองเอง ที่เป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นผู้นำด้านพฤติกรรมแบบอย่างของบุตรเอง ได้ตระหนักถึงหรือปฏิบัติพันธิจของตนเองดีพอหรือไม่อย่างไร ความจริงต้องเป็นตัวแบบให้บุตรได้เห็นเป็นตัวอย่าง บางที่ตัวแบบที่ดีมีค่ามากว่าคำสอน เสียอีก พันธกิจระหว่างพ่อต่อแม่ หรือสามีภรรยา เป็นตัวผูกใจของเสาหลักครอบครัวก็ว่าได้ ระหว่างเสาหลักคือพ่อแม่นั้น มีใจความดังนี้ สามีได้มีการแสดงต่อภรรยาในมิติ 1) ให้เกียรติยกย่องภรรยาสมฐานะหรือไม่ 2) ไม่มีการดูหมิ่นเหยียดหยามภรรยาหรือเปล่า 3)นอกใจปันใจให้กับหญิงอื่นเชิงชู้สาวหรือไม่ 4) ให้อิสระความเป็นใหญ่จัดการบริหารภายในบ้านแก่ภรรยา หรือไม่ และ5) เครื่องประดับตกแต่งอาภรณ์สวยงาม ของขวัญวันสำคัญสำหรับเธอ สามีได้จัดหามาให้ ในวาระพิเศษ หรือไม่ถ้าสามีคนไหนให้ความสำคัญและปฏิบัติสม่ำเสมอไม่ขาดต่อภรรยา รับรองได้ว่า ความสัพพันธ์ในส่วนบนของครอบครัวดีแน่ ความสุขสันติสุขในครอบครัวมีแน่พร้อมสงผลไปสู่ครอบครัวอื่นในชุมชน ประการสำคัญย่อมได้รับการตอบแทนจากภรรยาในด้านความสัมพันทางจิตที่แนบแน่น และความรักความเข้าใจจากภรรยาแน่นนอน

            ภรรยาก็คงจะไม่ลืมหน้าที่ / พันธกิจของตนเองต่อสามี กล่าวคือ 1) ดูแลจัดการบ้านครอบครัวให้เรียบร้อยดี อย่างเต็มสามารถ 2) มีนำใจสงเคราะห์หมู่ญาติทั้งสองฝ่าย 3) ไม่ทรยศนอกใจสามี 4) ดูแลจัดการสินทรัพย์ที่หามาได้อย่างเหมาะสม และ5) ไม่ขี้เกียจภารกิจการงานบรรดามี

            ครอบครัว/สถาบันครอบครัวเป็นฟันเฟืองตัวหนึ่งที่สำคัญของการพัฒนาชุมชน เป็นพลังหลักตัวแรกที่จะผลักดันให้งานพัฒนาชุมชนสำเร็จและนำไปสู่ชุมชนน่าอยู่

ดังแผนภาพ

            2. วัด/พระสงฆ์ พลังที่สอง คือ วัด เกือบจะทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ มีวัดประจำหมู่บ้าน หรือชุมชน แต่ละวัดจะมีผู้นำของวัด คือเจ้าอาวาสดูแลบริหารจัดการวัดตามกฎหมาย นอกจากตัวผู้นำวัดแล้วยังมีที่ดินของวัดเป็นสถานที่ใช้ประกอบสาธารณะประโยชน์ร่วมกันของชุมชน เป็นศูนย์กลางด้านกิจกรรมบุญและกิจกรรมส่วนรวม

            อีกองค์ประกอบหนึ่งของวัด ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ก็คือ หลักธรรม คำสอนของพระพุทธศาสนา แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ พระวินัย และพระธรรม

            พระวินัย เป็นเรื่องของข้อบัญญัติ ข้อบังคับ หรือกฎเกณฑ์ กติกา ของพระสงฆ์และชาวบ้าน ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ศีล
พระธรรมเป็นเรื่องของหลักปฏิบัติ คำสอนของพระพุทธองค์ เป็นตัวชี้นำให้ผู้ปฏิบัติได้รับผลตามกำลังศรัทธา สติปัญญาของแต่ละบุคคล นำผู้ปฏิบัติไปสู่เป้าหมายปลายทางของชีวิต

            หลักธรรมแฝงไปด้วยปรัชญาธรรมเหมาะกับการที่จะนำไปเป็นปรัชญาชีวิตปัจเจก เป็นที่พึ่งทางใจ เป็นสรณะอันประเสริฐสุดของพุทธศาสนิกชน
มีข้อสังเกตที่การศึกษาพุทธศาสตร์ของชาวพุทธส่วนใหญ่ไม่เป็นบูรณาการที่แท้จริง ไม่ได้ศึกษาพุทธศาสตร์แบบวิทยาศาสตร์ นับถือพระพุทธศาสนากันตรมประเพณีสืบทอดกันมา จึงไม่เข้าใจเจตนารมณ์ขององค์ธรรมแต่ละหมวดอย่างชัดเจน แม้แต่ตัวผู้สืบทอดศาสนาเอง คือพระสงฆ์ก็ยังมีข้อจำกัดในการศึกษาพุทธศาสตร์อย่างวิทยาศาสตร์ ประสิทธิภาพของงานประกาศหลักธรรมให้กับชาวบ้านเพื่อเป็นแนวทางในการดำรงชีวิตจึงมีจำกัดด้วย

            ถ้ากระบวนการศึกษาพุทธศาสตร์มีแพร่หลายอย่างมีคุณภาพ มีรูปแบบที่เป็นสากลตามเจตนารมณ์ของพระพุทธองค์แล้ว เชื่อได้ว่าหน่วยงานของพระพุทธศาสนา คือ วัดประจำชุมชนนั้นจะเอื้อประโยชน์แก่ชุมชนเป็นอย่างยิ่ง

            วัดในชุมชนมีตัวแทน คือพระสงฆ์เป็นผู้นำทางวิญญาณของชาวพุทธในชุมชน จะเป็นกลไกฟันเฟืองอันสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาชุมชน เพราะโดยปกติชาวพุทธมีความเคารพนับถือพระสงฆ์อยู่แล้ว ถ้าพระสงฆ์ผู้นำทางวิญญาณได้ให้ความสำคัญสนับสนุน ให้การศึกษาชี้แนะนำในกระบวนการพัฒนา ย่อมจะเป็นนิมิตรแห่งความสำเร็จในการพัฒนาอย่างประเสริฐและเป็นสิริมงคล

            พุทธศาสตร์เน้นและให้ความสำคัญกับการพัฒนาจิตใจเป็นสำคัญ การพัฒนาต้องพัฒนาจิตให้มีคุณภาพ มั่นคง หนักแน่นเป็นปกติ บริสุทธิ์ และมีพลัง สมาธิแน่วแน่พร้อมที่จะรับการพัฒนา พุทธศาสตร์ไม่ปฏิเสธวัตถุภายนอกแต่มองว่าวัตถุนิยมเป็นตัวสนับสนุนการพัฒนา ไม่ได้มองวัตถุนิยมเป็นแกนหลักของการพัฒนา หรือของทุกสิ่ง มองจิตใจและคนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา

            ดังนั้นกระบวนการพัฒนาชุมชนของไทย ไม่ควรมองข้าม หรือละเลยเมินเฉยต่อองค์กรศาสนาอันได้แก่วัด พระสงฆ์ ในการพัฒนาชุมชน เพราะสถาบันหลักอย่างหนึ่งของประเทศ และเป็นทรัพยากรที่มีอยู่ทั่วประเทศ สมควรที่จะอาศัยภูมิปัญญา คือพระพุทธศาสนามาเป็นกลไกการพัฒนา อนึ่งองค์กรทางศาสนา คือพระสงฆ์หลายรูปเป็นแบบอย่างของนักพัฒนาที่น่าเคารพและเอาเป็ฯแบบอย่างในการพัฒนา เพราะท่านเหล่านั้นมีศักยภาพและมีบารมีต่อจิตใจชาวพุทธเป็นอย่างดี เช่น พระเดชพระคุณฯ หลวงพ่อพระพุทธพจนวราภรณ์ จ.เชียงใหม่ หลวงพ่อนาน จ.สุรินทร์ พระอาจารย์สุบิน ปณีโต เป็นต้น

            3. โรงเรียน/สถานศึกษา เป็นของคู่กันกับชุมชน เป็นแหล่งวิชาการที่อยู่ใกล้ตัวชุมชน รับผิดชอบในการสร้างปัญญา องค์ความรู้ให้กับชุมชน ถ่านทอดศิลปะวิทยาการทั้งของชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านตัวแทนองค์กร คือครู บุคลากรทางการศึกษาให้กับชุมชน เป็นสัญลักษณ์ของความเจริญทางวุฒิ สติปัญญา ขัดเกลาทางสังคมที่รับผิดชอบชีวิตคนถัดจากครอบครัว การรู้หนังสือเป็นดัชนีชี้วัดความเจริญ คุณภาพของประชากรภายในประเทศ ในชุมชนส่วนมากจะมีโรงเรียนสถานศึกษาตั้งอยู่ ให้บริการการศึกษาระดับประถม ถึงมัธยมต้น

            ทรัพยากรของโรงเรียน / สถานศึกษาส่วนมากประกอบด้วยบุคลากรระดับปัญญาชน คือผู้บริหาร ครู เจ้าหน้าที่ของโรงเรียน นักเรียนลูกหลานของคนในชุมชน อาคารสถานที่ ทรัพย์สินอื่นๆ องค์ประกอบเหล่านี้เสามารถที่จะเป็นกลไกการพัฒนาได้อย่างดีแต่สิ่งที่จำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งของโรงเรียน/สถานศึกษาในกระบวนการพัฒนาชุมชนนั้น น่าจะเป็นตัวบุคลากร โดยเฉพาะผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ในการสร้างกิจกรรมร่วมกับชุมชน เพื่อผลักดันให้โรงเรียนเป็นสมบัติของชุมชนในความรู้สึกของพวกเขาอันจะนำมาซึ่งความร่วมมือในการพัฒนาประสานประโยชน์ให้กับโรงเรียนและชุมชน หากโรงเรียน/สถานศึกษาในชุมชนให้การสนับสนุนกิจกรรมการพัฒนาชุมชน ก็มีความเป็นไปได้สูงถึงความสำเร็จในการพัฒนาชุมชน

            4. ตัวชุมชนเอง หมายถึงคนในชุมชน เป็นหัวใจ หรือพลังหลักในการพัฒนาตัวจริง กล่าวคือผู้ที่จะเข้าใจปัญหา ความต้องการ ความเดือดร้อน ความเป็นพื้นฐาน ความเป็นไปประวิติศาสตร์ พฤติการทั้งหมด จะพูดได้ว่าเป็นผู้ได้รับ ผู้ก่อปัญหา ทราบปัญหา แก้ปัญหา ให้คำตอบการแก้ปัญหา ได้รับผลการแก้ปัญหาจากกระบวนการพัฒนาชุมชนก็คือชุมชนนี้แหละ จึงควรเป็นเจ้าภาพตัวจริงของการพัฒนา นักวิชาการหลายท่านเช่น ศ.นพ.ประเวท วสี กล่าวไว้ว่า คำตอบการพัฒนา อยู่ที่หมู่บ้าน หรือชุมชนแล้ว อยากได้อยากทราบคำตอบต้องไปที่ชุมชนหรือหมู่บ้าน คน/สมาชิกในชุมชน จึงเป็นผุ้กำหนดชี้ความสำเร็จล้มเหลวของการพัฒนาชุมชนพวกเขามีศักยภาพเพียงพอในตัวเอง แต่จะขาดอะไรไปสักอย่าง จึงต้องอาศัยปัจจัยจากภายนอกไปกระตุ้น หรือช่วยเหลือบ้างนิดหน่อย มิใช่ไปครอบงำเหมือนแนวคิดการพัฒนาที่มีปัญหาที่ผ่านมา ชาวบ้าน/ชุมชนถูกกระทำตลอดมา ถูกมองในแง่ลบ ส่งผลให้การพัฒนาตามใบสั่งเบื้องต้นในระบบโครงสร้างใหญ่ ซึ่งมีผลการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน สุดท้ายเหลือไว้แต่อนุสรณ์แห่งการพัฒนากับป้ายโครงการ ส่วนผลการพัฒนาส่วนบนเอาไปหมด ชาวบ้านชุมชนมีปัญหาต่อสู้กับปัญหาต่อไป
มุมมองใหม่ไม่ควรมองไปที่ชุมชนชาวบ้านด้วยวาทกรรมที่ว่า โง่ จน เจ็บ เพราะนั่นเป็นอะไรที่เอาตัวเองเป็นตัวตั้ง ทำให้ชาวบ้าน ชุมชน หมดความมั่นใจ ฐานคิดใหม่ ควรมอง หรืออยู่บนฐานของความเข้าใจเรื่องศักยภาพ (เสรี พงศ์พิศ.แผนชีวิต เศรษฐกิจชุมชน) จะทำอย่างไร ถึงจะดึงคนในชุมชนมาเป็นภาคี หรือมีส่วนร่วมในการพัฒนา คงต้องใช้กลยุทธ์อันหลากหลายจนชนะใจชุมชน ให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ไม่ควรเป็นอย่างยิ่งที่จะแยกส่วนกันระหว่างรัฐ นักพัฒนา และชุมชน ผู้มีส่วนได้เสีย ต้องเป็นองค์รวม (Holistic) หรือ บูรณาการ (integrate) ถ้าแยกส่วนไปไม่รอด

            การประสานงานโดยมุ่งหวังให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างชุมชน กับรัฐ นักพัฒนา เพื่อกำหนดปัญหา วางแนวทางในการพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง เป็นกระวนการ คือภารกิจสำคัญที่จะได้รนความร่วมมือจากชาวบ้าน ชุมชน เป็นพลังสำคัญอันหนึ่งของกลไกการพัฒนา

            5. องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ในมุมมองของการพัฒนาถือว่าเป็นพลังอย่างหนึ่งที่มีศักยภาพสูง เพราะมีประสบการณ์ และวิชาการเฉพาะด้านมากกว่าชุมชน มีเครือข่ายที่กว้างกว่า

            การพัฒนาชุมชนอาศัยองค์ความรู้วิชาการ ประสบการณ์ขิงพวกเขา มาผนึกรวมเรียนรู้ร่วมกัน หาทางประสานประนีประนอม แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ปรึกษาหารือกัน เพื่อวางแผนกำหนดแนวทางสร้างจินตภาพใหม่ในการพัฒนา ร่วมสร้างเครือข่ายจะเป็นการดี องค์กรพัฒนาเอกชนมีความเคลื่อนไหวที่คล่องตัวในการทำงาน ไม่ติดขัดเรื่องเงื่อนไขกติกา เหมือนราชการ เปิดโอกาสให้พวกเขามีเวที มีบทบาทในตรงนี้ จะได้แลกเปลี่ยนแนวคิด อาศัย ให้เกียรติกันและกันในการพัฒนาร่วมกัน เพราะเป้าหมายของการพัฒนามิใช่เพื่อใครคนหนึ่ง การมองหลายมิติก็ควรจะมีกลุ่มคนที่หลากหลายช่วยกันมอง หาจุดที่ลงตัวอันเหมาะสมให้ได้
การพัฒนาต้องการแนวคิด หรือปรัชญาแนวทางการดำเนินงานขององค์กรพัฒนาเอกชน ที่มีอุดมการณ์มาเป็นบทเรียน เพื่อสังเคราะห์รวมกับสิ่งที่ชุมชนมี มิใช่เลียนแบบไปทุกอย่างซึ่งเป็นไปมิได้ เพราะต่างสถานที่เวลาและชุมชนต่างกัน

            ทั้งนี้กระบวนการพัฒนาต้องไม่คิดแต่จะถ่ายทอดความเห็นของตนฝ่ายเดียวให้กับคนอื่น แต่เป็นผู้ยอมรับว่าคนอื่นทุกคนมีศักยภาพที่สามารถพัฒนาได้ ถ้ามีกระบวนการและวิธีการที่เหมาะสม (ประยงค์ รณรงค์. มติชน. 2548) จึงควรให้ภาคส่วนอื่นเข้ามามีส่วนร่วมกระบวนการพัฒนาที่หลากหลาย

            6. อาสาสมัคร (Volunteers) คือกลุ่มคนที่มีเจตจำนงที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อส่วนรวม หรือชุมชน มีอุดมการณ์ ตรงกับศัพท์พุทธศาสตร์ว่า เวยยาวัจจะ หมายถึงผู้ที่พร้อมจะสละเวลา ความเห็นแก่ตัวเพื่อส่วนรวม โดยไม่มีค่าตอบแทนถึงมีแต่น้อย คนประเภทนี้มีความต้องพร้อมทั้งด้านทรัพย์สิน ไม่เดือดร้อนร้อนด้านการเป็นอยู่ หรือทางเศรษฐกิจ อีกทั้งมีความพร้อมด้านจิตใจ รางวัล คือบุญ หรือกำไรบุญ

            ลักษณะงานอาสาสมัครจะต้องพร้อมด้านจิตใจที่เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยวพอสมควร ถึงจะบำเพ็ญสาธารณกุศลได้ อาศัยกลุ่มคนประเภทนี้ในการพัฒนา มีความสำคัญในมิติของการเป็นตัวแทนประชาคมชุมชนในบางกรณี หรือบางโอกาส จะเรียกว่าหน่วยเฉพาะกิจ ในกรณีฉุกเฉินเร่งด่วนที่ไม่คาดคิดมาก่อนก็ได้ ทั้งนี้การปฏิบัติงานของกลุ่มอาสาสมัครในการพัฒนา ไม่ควรที่จะกระทบกับงานประจำของพวกเขา หรือกระทบแต่น้อยจะดีมาก

            7. สื่อมวลชน (Mass medias) พลังหลักตัวนี้ทำหน้าที่เป็นตัวสื่อกลางให้งานพัฒนาชุมชน เป็นที่รับรู้ในวงกว้างมากขึ้น เพื่อที่จะได้รับความร่วมมือจากภายนอกชุมชนและภายในชุมชนเองด้วย ปัจจุบันกิจกรรมของหน่วยงาน หรืองค์กรจะขาดสิ่งนี้ไม่ได้ในยุคที่มีการแข่งขันกันด้านตลาดสูง ทั้งนี้เพื่อให้คนได้รับทราบ สร้างความเข้าใจ และบรรลุเป้าหมายของการดำเนินงานของแต่ละหน่วยงาน

            แต่กระบวนการพัฒนาชุมชนมิได้มุ่งหวังผลที่จะแข่งขันให้ชนะคู่แข่งขัน ตรงกันข้ามต้องการความร่วมมือ ร่วมแรง ประสานความเข้าใจ ส่งเสริม สนับสนุน ความเข้าใจให้กับภายในชุมชน

            ดังนั้น พลังหลัก คือสื่อมวลชนนี้ มีความจำเป็น สำคัญในการพัฒนาชุมชน เพื่อสร้างแรงโน้มน้าว สนับสนุน ประสานความเข้าใจให้กับภายในและภายนอกชุมชน ส่งผลให้การพัฒนาได้เป็นที่รู้จักในวงกว้างและลึกมากยิ่งขึ้น

            ยุทธศาสตร์ผนึกรวมพลังเจ็ดสร้างชุมชนน่าอยู่นี้ เป็นยุทธศาสตร์ที่วางอยู่บนทรัพยากรทั้งภายในและภายนอกชุมชน เพื่อพัฒนาชุมชนให้น่าอยู่ เป็นการดึงพลังทรัพยากรให้ระเบิด หรือเกิดเป็นพลังร่วมในการพัฒนา รวมเป็นเครือข่ายขุมพลังสร้างสรรค์พัฒนา โดยการประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลทางปฏิบัติ พลังทั้งเจ็ด ได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างสมบูรณ์ อาจจะได้รับแรงกระตุ้นจากรัฐด้วยทุนเล็กน้อย หรือด้านการให้คำปรึกษา หรือวัสดุอุปกรณ์ แต่ถ้าพลังทั้งเจ็ดเข็มแข็งพอยืนได้ด้วยลำแข้งของตนเอง การสนับสนุนจากรัฐอาจจะไม่จำเป็นก็ได้

            ยุทธศาสตร์นี้มีน่าจะวางอยู่บนหลักการที่ว่า 1) ทางใคร ใครเลือก นั่นคือ ใครต้องการพัฒนา คนนั้นต้องเลือกเรื่อหรือกำหนดเรื่องที่จะพัฒนาให้ชัดเจน 2) เป้าหมาย คุณภาพชีวิต เป็นชีวิตที่ดี หาใช่มีทรัพย์สมบัติมากมาย เหลือเฟือจนฟุ้งเฟ้อไม่ แต่เป็นชีวิตที่มีสาระ และพอเพียงตามแนวทางพุทธศาสตร์ 3) คำตอบอยู่ที่ชุมชน และ 4) ยึดพื้นฐานความเป็นชุมชนท้องถิ่น มาเป็นคู่ขนานหรือถ่วงดุลโลกาภิวัตน์ (ธีระยุทธ แก้วหาวงษ์.2543)

            บนหลักการนี้เรื่องของชุมชนควรจะให้เนื้องานส่วนใหญ่ตกเป็นของชุมชน ปัญหาเกิดในชุมชน มีอยู่ในชุมชน ควรจะมีคำตอบ ผลตกแก่ชุมชน

            อนึ่งเป้าหมายคุณภาพชีวิตหาใช่วัดกันด้วยเศรษฐกิจ หรือความมั่งคั่ง ร่ำรวยทางเศรษฐกิจ วัตถุนิยม ฟุ่มเฟือยเสมอไป แต่หากรวมถึงคุณภาพชีวิตในมิติอื่น ที่มีค่า ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเศรษฐกิจ เป็นต้นว่า ความเอื้ออาทร สมานฉันท์ สันติสุข (สมศักดิ์ ศรีสันติสุข) หมู่บ้าน หรือชุมชนเข้าใจ และรู้ปัญหาดีที่สุด เพียงแต่อาจจะรวมตัวเรียนรู้ หรือดึงศักยภาพของชุมชนออกมาใช้ไม่ได้เท่านั้นก็เป็นได้

            ปัจจุบันชุมชน/หมู่บ้านของเราถูกกระทำ ถูกคุกคามจนเสียเอกลักษณ์ท้องถิ่นโดยอิทธิพลขอลัทธิทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ที่มองคนเป็นเพียงวัตถุที่วิญญาณ อำนาจเงินเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง เงินเป็นตัวกำหนดสถานภาพ ฐานะและเกียรติศักดิ์ศรีของคน ระบบคุณธรรม น้ำใจ จิตใจถูกมองเป็นเรื่องล้าสมัยถ่วงความเจริญแม้กระทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่นมรดกทางปัญญาของบรรพชน ก็เจอกระแสลัทธิทุนนิยมโลกาภิวัตน์โหมกระหน่ำอย่างหนักเช่นกัน หลักการท้องถิ่นนิยม (Localization) ที่เราพูดถึงในการพัฒนา มิใช่ต่อต้านทุนนิยมโลกาภิวตน์แต่เป็นการสร้างกระแสท้องถิ่นนิยมเพื่อเป็นตัวทัดทาน หรือคานอำนาจกระแสนี้เพื่อมิให้ชุมชนต้องลืมตัวเอง ทิ้งกำพืดตัวเอง อย่าให้คำกล่าวที่ว่า ความเป็นชุมชนล่มสลายไปแล้ว เป็นจริงเลย

            ยุทธศาสตร์ผนึกรวมพลังเจ็ดสร้างชุมชนน่าอยู่นี้ ใช้หลักกลยุทธ์ดังนี้
            1. ประสาน (Co-ordinate)
            2. ร่วมทำ (Team work)
            3. ตรวจสอบและประเมิน (Audit & Assess)
            4. ความต่อเนื่อง (Continue)

            กลยุทธ์ประสานงาน สังคมไทยมีปัญหาในการปฏิบัติงานร่วมกัน ชอบแยกส่วนกันทำงาน ไม่ถนัดในการทำงานภาพรวม บทบาทของการเชื่อมประสานงานกันจึงเป็นงานที่หนัก แปลกใหม่ ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว ธรรมชาติของชุมชนท้องถิ่นเป็นชุมชนที่มีเอกลักษณ์ที่ร่วมกันทำงาน ช่วยเหลือกัน ในรูปแบบเครือญาติ กลุ่มเพื่อน ตลอดถึงวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ แม้กระทั่งหลักพุทธธรรมก็เช่นกันที่เน้นหรือกล่าวถึงเครือข่ายงานไว้เช่นกัน สังคมชุมชน/ชาวบ้าน มีลักษณะที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติของชีวภาพมากกว่าสังคมเมือง

            กลยุทธ์แรก คือการประสานงานภายในชุมชน/ภายนอกชุมชน สำหรับการพัฒนาจำเป็นอย่างยิ่ง ควรมีการสร้างภาวะผู้นำของกระบวนการพัฒนา เพื่อทำหน้าที่นี้ ถ้าเป็นไปได้ควรจะเป็นผู้นำในชุมชน และ หรือพระสงฆ์ เจ้าอาวาสในวัดของชุมชนนั้น

            กลยุทธ์ร่วมทำ หมายถึงการ่วมทำในกระบวนการพัฒนา เริ่มตั้งแต่ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมทำโครงการ ร่วมดำเนินงาน ร่วมทุกขั้นตอน อย่างสามัคคีธรรม มีเอกภาพ เอื้ออาทร สมานฉันท์ ปราศจากความคิดเห็นอันแตกแยก นำไปสู่ความขัดแย้งในการพัฒนา

            กลยุทธ์ร่วมทำเป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้นจากการประสานงานของผู้ที่ทำหน้าที่ในข้อที่ 1 ต้องหาจุดเด่นจุดด้อยโอกาส และภัยคุกคามของชุมชนให้เจอ เป็นการศึกษาตนเอง (Self study) ของชุมชนโดยภาค หรือเครือข่าย (network) ที่รวมกันทั้งเจ็ด ข้นตอนต่อไปก็คือการวิเคราะห์งาน วิเคราะห์คน มอบพันธกิจให้เหมาะสมระหว่างงานกับคน

            กลยุทธ์ตรวจสอบและประเมิน ขั้นนี้เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการทำงานพัฒนา มีระบบควบคุมในรูปของคณะ หรือทีม เพื่อจะได้รู้ปัญหาและอุปสรรคอะไรบ้าง จะได้ปรับแก้ให้เหมาะสมแล้วประเมินค่าออกมาเป็นบวกหรือลบ เป็นระยะๆ ไป

            กลยุทธ์การดำเนินงานต่อเนื่อง หมายถึงมีความต่อเนื่องไม่หยุดนิ่งในการทำงานพัฒนา ถ้าหยุดนิ่ง ไม่เคลื่อนไหวก้าวหน้า แสดงให้เห็นว่า มีนัยยะถึงปัญหาการพัฒนาภายในชุมชน หรือกลไกการพัฒนา อันได้แก่กลุ่มพลังรวมทั้งเจ็ด หรือปัญหาระบบการพัฒนา

            ยุทธศาสตร์ผนึกรวมพลังเจ็ดสร้างชุมชนน่าอยู่ เป็นยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับกับยุทธศาสตร์แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นการพัฒนา ครอบครัวชุมชน และสังคม ให้เป็นแกนหลักของสังคมไทย ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมบทบาทพลังรวมทั้งเจ็ดดังกล่าว ได้มีส่วนรับผิดชอบ มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน

            ดังนั้นจึงกำหนดกลยุทธ์ในการพัฒนา 4 ประการ ที่หวังผลเลิศอย่างครอบคลุมทุกมิติของชุมชนน่าอยู่ นั้นคือ มิติเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม วิถีชุมชน การเมืองภาคประชาคมในชุมชน ที่สะท้อนออกมาในรูปของธัมมิกสังคมที่สันติสุข มีภราดรภาพ เอื้ออาทร สมานฉันท์ สร้างสรรค์ และสีสันของชุมชน(แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9)

            ส่วนทฤษฎีชั้นสูงในการพัฒนาชุมชนนั้นขอเสนอ สอง ทฤษฎี คือ
            1. ทฤษฎีศักยภาพการพัฒนาและการแพร่กระจาย (Development potential Diffusion theory) เป็นทฤษฎีตะวันตกที่เสนอโดยสัญญา สัญญาวิวัฒน์ ทฤษฎีนี้ประกอบด้วยสองส่วน คือ ศักยภาพการพัฒนา เป็นศักยภาพของสังคม และทฤษฎีการแพร่กระจาย
           
            ศักยภาพการพัฒนาประกอบด้วย 4 ส่วน คือ
            1. ทรัพยากรธรรมชาติ
            2. ทรัพยากรมนุษย์ฅ
            3. องค์การสังคม
            4. ภาวะผู้นำ

            การแพร่กระจาย มี สองส่วน คือ
            1.การติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก
            2.การฝึกอบรม

ดังแผนภาพ

            ทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรบุคคล องค์การสังคม ภาวะผู้นำ การติดต่อกับโลกภายนอก และการฝึกอบรม ทำให้เกิดการพัฒนา ยิ่งมีมากเท่าใด การพัฒนายิ่งมีมากเท่านั้น

            ทรัพยากรธรรมชาติถือว่า เป็นต้นทุนวัตถุดิบสำคัญ ที่จะเป็นปัจจัยของการพัฒนา เป็นข้อได้เปรียบสำหรับชุมชนที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากซึ่งมิใช่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ควรที่จะมีการสงวนรักษา อนุรักษ์ และใช้ให้ถูกวิธี ไม่เป็นการทำลาย และรู้คุณค่าของสิ่งเหล่านี้

            ทรัพยากรมนุษย์ หรือบุคคล นั้นหมายถึงวัยทำงาน เป็นแรงงานใช้ประโยชน์ในการพัฒนา

            องค์การสังคม เป็นกลุ่มอาชีพ สหกรณ์ คณะกรรมการ กลุ่มทางการศึกษา เป็นต้น จัดตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์ของการพัฒนา มีความสัมพันธ์ทางสังคม มีหน้าที่ และแบบแผนพฤติกรรม เป็นกลุ่มคนที่ต้องทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งภายใต้ระเบียบทางวัฒนธรรม

            ภาวะผู้นำ หมายถึงจำนวนคนที่เป็นผู้นำ เช่นผู้นำทางการเมืองการปกครอง ผู้นำทางการศึกษา เศรษฐกิจ ศาสนา เป็นต้น ในกรณียุทธศาสตร์ผนึกรวมพลังเจ็ดสร้างชุมชนน่าอยู่นั้น ผู้นำก็หมายถึงผู้นำในชุมชนและผู้นำในกระบวนการพัฒนาชุมชน

            การติดต่อ หมายถึงการติดต่อระหว่างชุมชนเอง ระหว่าง หรือระหว่างประเทศ การติดต่อทำให้เกิดการถ่ายทอด เรียนรู้ ความชำนาญ สินค้านเทคโนโลยีจากสังคมเจริญมาใช้ หรือผลิตเครื่องมือ เครื่องใช้ และสินค้า ขึ้นในสังคมด้อยพัฒนา

            การฝึกอบรม ทำให้เกิดทักษะความชำนาญในสาขาวิชาการต่างๆ ตามถนัด สนใจ และความต้องการ มีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ย่อมก่อผลประโยชน์ด้านการพัฒนา

            ปัจจัยทั้งหกตัวนี้ยิ่งมีมากเท่าใด การพัฒนาก็มีระดับสูงมากขึ้นเท่านั้น

            ทฤษฎีนี้เป็นทฤษฎีการพัฒนาชุมชนชั้นสูง เพื่อการพัฒนาสังคม ชุมชนเป็นสังคมขนาดเล็กและเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เชื่อว่าปัจจัยทั้งหกนี้เป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่าทฤษฎีนี้สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาชุมชนได้อย่างดี (สัญญา สัญญาวิวัฒน์)

            ส่วนอีกทฤษฎีหนึ่งที่จะสามารถนำมาใช้ในกระบวนการพัฒนาชุมชน เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนา ก็คือ ทฤษฎีการมีส่วนร่วมของประชาชน (People participation) (พัชรินทร์ สิรสุนทร) มีหลักการดังนี้
                - ลดความขัดแย้ง
                - ลดความเสียหายและชี้ประเด็นปัญหา
                - มีการกระจายข่าวสารข้อมูลและความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการ
                - มีการแสดงความคิดเห็นอันอาจจะเป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาในโครงการ
                - มีการให้ข้อมูลย้อนกลับ เพื่อช่วยในการวิเคราะห์ผลกระทบต่างๆ

            ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนมีระดับต่ำ มิได้เป็นผู้ริเริ่ม คิดตัดสินใจ แต่ถูกสั่งให้เข้าร่วม เป็นการมีส่วนร่วมมิได้เกิดจากความต้องการของประชาชนโดยแท้จริง การมีส่วนร่วมระดับสูงประชาขนเป็นฝ่ายริเริ่ม เป็นการมีส่วนร่วมที่มีประสิทธิภาพสูง การมีส่วนร่วมผ่านกระบวนการ –การร่วมวางแผน-การร่วมในการได้รับประโยชน์-การร่วมในการประเมินผลซึ่งการมีส่วนร่วมนี้มีในรูปของ –การรับรู้ข่าวสาร-การปรึกษาหารือ-การรับฟังความคิดเห็น-การร่วมตัดสินใจ และการใช้กลไกทางกฎหมาย เช่น รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ได้ให้หลักการ เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนไว้หลายมาตรา

            ทฤษฎีการมีส่วนร่วมของประชาชน น่าจะเหมาะกับพลังรวมทั้งเจ็ดของยุทธศาสตร์ชุมชนน่าอยู่ ทั้งนี้เพื่อแต่ละองค์ประกอบ หรือกลุ่มพลังได้มีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาชุมชนอย่างเหมาะสมและเป็นไปได้พอสมควรแก่เหตุปัจจัยการพัฒนา

            จากที่ได้ศึกษายุทธศาสตร์และทฤษฎีขั้นสูงในการพัฒนาชุมชน ได้ประโยชน์ในด้านวิชาการ คือ แนวคิดทฤษฎี และผลงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชนอันเกิดขึ้นจาก การได้ร่วมอภิปราย มีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกัน ระหว่างชุมชน ได้วิเคราะห์ยุทธศาสตร์ของการพัฒนาชุมชน เพื่อประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสังคมอย่างเหมาะสม

            ได้ศึกษาชุมชนและวิเคราะห์เพื่อค้นหาต้นแบบการพัฒนาโดยอาศัยกรอบแนวคิดการพัฒนา และองค์ความรู้ที่เกิดจากการได้ไปศึกษาชุมชนในพื้นที่ภาคสนามที่ประสพความสำเร็จในการพัฒนาโดยใช้ยุทธศาสตร์การพัฒนาขั้นสูงที่เป็นแบบฉบับเฉพาะตัว

            การมุ่งแสวงหา หรือเสาะหาสิ่งที่จะถูกนำมาใช้ในกระบวนการพัฒนา ภายใต้วาทกรรมที่ว่า ยุทธศาสตร์การพัฒนา ซึ่งโดยที่แท้อาจจะเป็นเรื่องเก่าเดิมที่มีอยู่แล้วในชุมชน เช่นภูมิปัญญาชาวบ้าน ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ เป็นต้น ยุทธศาสตร์อาจจะไม่จำเป็นจะต้องนำมาจากภายนอกชุมชนก็ได้ แต่เมือถูกบริบทการพัฒนาที่กำหนดโดยรัฐ จึงจำเป็นต้องกลับมาทบทวนและใช้ หรือต้องมียุทธศาสตร์ในการพัฒนา

            ถึงจะใช้ยุทธศาสตร์อะไรในการพัฒนา กระบวนการพัฒนาต้องเกิดระเบิดจากข้างใน หมายถึงต้นตอกำเนิดของโครงการพัฒนา ต้องระเบิดออกมาจากข้างในถึงจะยั่งยืน (สมศักดิ์ ศรีสันติสุข) หมายความว่าทุกขั้นตอนของการพัฒนาตั้งแต่เกิด เริ่มต้น จนถึง สิ้นสุด หรือจบกระบวนการพัฒนา คำตอบมันอยู่ที่ชุมชนหรือชาวบ้านแล้ว

            การศึกษาครั้งนี้ทำให้เข้าใจว่า ยุทธศาสตร์ชั้นสูงในการพัฒนาชุมชนนี้มีที่มา 2 ประการ คือ
            1. ยุทธศาสตร์ที่มาจากภายนอกชุมชน
            2. ยุทธศาสตร์ที่มาจากกลุ่ม/บุคคลภายในชุมชน

            ยุทธศาสตร์ที่มาจากภายนอกชุมชนประกอบด้วย –การจัดระเบียบชุมชม-การให้การศึกษาชุมชน-เทคนิคการเข้าถึงประชาชน –การวางแผนเปลี่ยนแปลงสังคม-การใช้เทคนิควิศวกรรมชุมชน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น (สมศักดิ์ ศรีสันติสุข)

            ยุทธศาสตร์ที่มาจากกลุ่ม / บุคคลภายในชุมชน ประกอบด้วย-ภาวะผู้นำ –ระบบเครือญาติ หรือเครือข่ายชุมชน-การใช้ทุนทางสังคม-การมีส่วนร่วมของชุมชน-ภูมิปัญญาท้องถิ่น-วัฒนธรรมชุมชน-กระบวนการสร้างชุมชนเข้มแข็ง-ประชาสังคม-และการสร้างเกาะป้องกันทางสังคม(Social Protection) ยุทธศาสตร์ที่ได้จากการพัฒนาประเทศและการแก้ปัญหา ก็มี

            ทำไมต้องมียุทธศาสตร์ในการพัฒนา เพราะยุทธศาสตร์ คือ การจัดการขนาดใหญ่ที่จะบรรลุผลสัมฤทธิ์ให้ได้ โดยผนวกการวิจัย –การเรียนรู้โดยสังคม-การเชื่อมโยงกับอำนาจรัฐ(ศ.นพ.ประเวท วสี)องค์ความรู้ภูมิปัญญา ท้องถิ่นรวมทั้งพระพุทธศาสนาก็ถือว่าเป็นภูมิปัญญาสูงสุดของมนุษย์ และเป็นทรัพยากรของชาติด้วยตามความเห็นของ ศ.นพ.ประเวท วสี สิ่งต่างๆเหล่านี้มีอยู่แล้วในชุมชน เพียงแต่ขาดการจัดการขนานใหญ่อันมีพลังที่จะขับเคลื่อนให้กระบวนการดำเนินไปไป การจัดการขนานใหญ่ดังว่ามานี้ เรียกว่ายุทธศาสตร์

            ยุทธศาสตร์ประกอบด้วย –การวางแผนการพัฒนา – วิธีการพัฒนา- รูปแบบของพฤติกรรมของสมาชิก –การวางอันดับ/จัดอันดับตำแหน่งองค์กร –ทัศนะวิสัย หรือความเห็นร่วมกัน โดยผ่านการคิดเชิงกลยุทธ์ว่า ชุมชนอยู่ตรงไหน หรือระดับไหนในปัจจุบัน ชุมชนต้องการอะไร จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในชุมชน มีวิถีทางใดที่จะทำให้เราบรรลุเป้าหมายได้ (นิรันดร ทัพไชย)

            กล่าวได้ว่าการจัดการเรื่องเหล่านี้มีความจำเป็นต่อการพัฒนา นี้คือประโยชน์ด้านวิชาการที่ได้รับจากการศึกษาวิชานี้

            การประยุกต์ใช้ เป็นการพัฒนาโดยการประยุกต์ทรัพยากรที่มีอยู่ของชุมชนต้นแบบ จนประสบผลสำเร็จในการพัฒนา ชุมชนที่พัฒนาโดยใช้ยุทธศาสตร์และทฤษฎีการพัฒนาชั้นสูง ส่งผลให้เข็มแข็ง เป็นบึกแผ่น ในมิติเศรษฐกิจ สังคม วิถีชีวิต การศึกษา มีภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง สามารถเผชิญกับคัดทานได้กระแสโลกาภิวัตน์ หรือวัตถุนิยมจากภายนอกได้ เช่น กรณีชุมชนศาลีอโศก และเครือข่ายสันติอโศกทั่วประเทศ ซึ่งยุทธศาสตร์ที่ใช้ คือยุทธศาสตร์บุญนิยม ยุทธศาสตร์นี้เกิดจากภายในชุมชนเอง ตั้งอยู่ปรัชญาที่ว่า ศีล เด่น เป็นงาน ชาญวิชา ประเด็นศีลเป็นสำคัญในอันดับแรก จนกลายเป็นอัตลักษณ์(Identity) เฉพาะตัวของชุมชน ความเข้มแข็งของชุมชนศาลีอโศก ชุมชน ถึงขนาดไม่ได้ผลกระทบจากอิทธิพลกระแสโลกาภิวัตน์

            จากการสัมภาษณ์สมณะเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2547 ได้ทราบว่า วิกฤติการณ์ภาวะเศรษฐกิจถดถอบเกือบล่มสลายของประเทศไทย ที่รู้กันว่าฟองสบู่แตกที่ผ่านมานั้น ชุมชนศาลีอโศกแทบจะไม่ได้รับผลกระทบเลย หรือได้รับแต่น้อยมาก ในขณะที่ชุมชนอื่นในประเทศไทย หรือทั่วภูมิภาคเอเชีย ต่างได้รับผลกระทบแทบจะเอาตัวไม่รอด เกือบล่มละลายอันเนื่องมาจากระแสโลกาภิวัตน์ที่ส่งผลกระทบอย่างสายโซ่ถึงกันและกัน

            ลักษณะยุทธศาสตร์เช่นนี้ระเบิดออกจากข้างในชุมชน จนเกิดเป็นพลังบุญนิยมที่ทรงพลังอย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง

            กรณีศึกษาชุมชนต้นแบบบ้านหัวริน อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ก็เช่นเดียวกัน ยุทธศาสตร์ที่ใช้ในการพัฒนา คือยุทธศาสตร์แปรวิกฤตเป็นโอกาส ก็ระเบิดออกมาจากภายในชุมชนเช่นกัน ชุมชนหัวรินเข้มแข็งได้เป็นที่ยอมรับ และได้รับการคัดเอกจากรัฐบาลให้เป็นเป็นหมู่บ้านนำล่อง เป็นหมู่บ้านต้นแบบของ โครง SML เป็นหมู่บ้านแรกของภาคเหนือตอนบน

            ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นภายในชุมชนเป็นตัวจุดระเบิดยุทธศาสตร์การพัฒนา กล่าวคือ สมาชิกในชุมชนได้รับผลกระทบจากการตัดเชื้อโรคร้าย HIV เอดส์ ถูกสังคมรอบข้างตราหน้าว่าเป็นตัวสร้างปัญหาให้กับชุมชน ทำให้สังคมอ่อนแอ จากจุดนี้ผู้นำในชุมชน คือเจ้าอาวาสได้เกิดแนวคิดที่เป็นรูปธรรมขึ้นมา แปรเปลี่ยนจุดอ่อน หรือวิฤตให้เป็นโอกาส ด้วยการร่วมมือประสานงานกับภาคส่วนต่างๆในชุมชนและนอกชุมชน ระดมพลังทรัพยากรมาช่วยและสร้างโอกาสให้กับผู้ติดเชื้อ เกิดการเรียนรู้ ทำกิจกรรมชีวิตด้วยกัน กลับกลายเป็นว่าผู้ติดเชื้อที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้พัฒนาเหล่านั้น เป็นผู้สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ด้วยการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับชุมชน นอกจากไม่เป็นภาระกับชุมชนแล้ว พวกเขาเหล่านั้นยังมีศักยภาพเพียงพอ และเป็นผู้มีส่วนทำให้ชุมชนเข้มแข็ง

            จากกรณีศึกษาชุมชนต้นแบบที่ยกมาสะท้อนให้เห็นการประยุกต์ใช้ยุทธศาสตร์การพัฒนาที่มาจากภายในชุมชน ภายใต้กรอบแนวคิด ทฤษฎี

 

กลับขึ้นด้านบน

 

 
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา
103 วัดเจดีย์หลวง ถ.พระปกเกล้า ต.พระสิงห์
อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200
โทร. 0-5327-0975-6, โทรสาร 0-5381-4752

MAHAMAKUT  BUDDHIST  UNIVERSITY; LANNA CAMPUS
103  Wat Jedeeluang Phrasingha Muang Chiang Mai 50200
TEL. 0-5327-0975-6,  FAX. 0-5381-4752
Contact us : mbulnc@gmail.com , asksak@hotmail.com