1111

หน้าแรก | สมุดเยี่ยม | วารสารปัญญา | บทความ |กระดานเสวน | ห้องรวมศิษย์ ล้านนา.| ติดต่อเรา .

     ระบบทาสในภาคเหนือของประเทศไทย ศตวรรษที่ 19


ระบบทาสในภาคเหนือของประเทศไทย ศตวรรษที่ 19;
บันทึกเรื่องราวตามเอกสารและตามคำบอกเล่าของชาวบ้าน
Slavery in Nineteenth-Century Northern Thailand;
Archival Anecdotes and Village Voices
โดย KATHERINE A.BOWIE
แปลและเรียบเรียง โดย ดร.ตระกูล ชำนาญ ศน.บ.,M.A.,ศศ.ด.(การพัฒนาสังคม)
----------------------------------------------------

บทนำ
                การศึกษาประวัติศาสตร์ของไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น เป็นบทพิสูจน์คุณภาพของนักวิชาการร่วมสมัย ขยายถึงสิ่งที่ไม่ได้รับการสนับสนุนข้อสมมติฐานที่ได้รับการสนับสนุนในฐานะที่เป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ มีปรากฏมากขึ้น (e.g.Bowie1992)

                บทความนี้เป็นการสำรวจลักษณะพื้นฐานของประวัติศาสตร์สังคมไทย กล่าวคือ สถาบันทาส นักวิชาการหลายท่านได้นำเสนอข้อสังเกตเรื่องระบบทาส ในเอเซียตะวันตกด้วยข้อวิเคราะห์ต่อความหมายที่ว่า แนวความคิดเรื้องอิสระภาพและทาสของชาวตะวันตก กำลังทำให้เข้าใจผิดและไม่สมควร
ถึงแม้ว่านักวิชาการไม่มากนักจะไม่เห็นด้วยกับความต้องการที่จะเข้าใจถึงระบบทาสภายใต้บริบทสังคมที่กล่าวไว้ ข้อเห็นด้วยสำหรับลักษณะวัฒนธรรม ระบบทาสของไทย ได้สนับสนุนความพึงพอใจบทบาทของอำนาจทางการเมืองและกำลังทหาร

                ข้อสมมติฐานที่ว่า ระบบทาสในประเทศไทยและประเทศอื่นในเอเซียตะวันตก มีอิทธิพลที่เหมาะสมต่อความเป็นหนี้สิน ก็ได้รับการสนับสนุน
                บทความนี้ ได้แยกเป็นสามส่วน ส่วนแรกตรวจสอบถึงแหล่งข้อมูลจากปากบอกเล่าและเอกสาร เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับเปอรเซ็นต์ที่เกี่ยวกับคนที่เข้าสู่ระบบทาสเพราะอำนาจทางการเมืองและความกดดันทางเศรษฐกิจ ส่วนที่สองสำรวจประเภทที่สำคัญของบังคับเข้าสู่ระบบทาส กล่าวคือเชลยสงคราม และคนที่ถูกซื้อเป็นทาส พร้อมทั้งไม่ใช่ลักษณะที่อำนาจเกี่ยวข้องในสองประเภทนั้น ส่วนที่สามเน้นไปในทาสที่เป็นลูกหนี้ คนที่เต็มใจ สมัครใจ และลักษณะที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองของระบบทาสในเมืองไทย

                ผู้เขียนได้ให้ข้อสังเกตถึงวิธีที่รัฐสามรถที่จะเข้าใจการเป็นทาสลูกหนี้อย่างชัดเจน

                บทความส่วนที่หนึ่งพูดถึงจำนวนของทาส
                ถึงแม้ Pallegoix และ Bowring จะกล่าวถึง ระบบอำนาจเกี่ยวกับระบบทาสของไทยภาคกลางในศตวรรษที่19 บ่อยๆ แต่นักสังเกตการร่วมสมัยกลับเพิกเฉย Pallegoix ประเมินยืนยันเสมอๆว่า ประชากรชาวสยามประมาณ หนึ่งในสี่ ถึงหนึ่งในสาม คือทาส ถ้าพยานหลักฐานจากไทยภาคกลางชี้ถึงความเป็นไปได้ว่าที่วา คนจำนวนมาก คือ ทาส พยานหลักฐานจากประเทศไทยภาคเหนือ เป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือได้มากว่า เพราะว่าพยานหลักฐานนั้นมาจากานักเขียนที่แตกต่างกัน ซึ่งเขียนไว้ช่วงสิบปี่ นักเขียนบางคนสามารถพูดภาษาพื้นเมืองได้ และท่องเที่ยวไปในหลายหมู่บ้านในภูมิภาคนี้แบบส่วนตัว

                โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่พูดปากเปล่าก็ยืนยันกับหลักฐานที่เป็นเอกสาร แหล่งข้อมูลของไทยภาคเหนือ ก็ชี้ชัดว่า ทาสส่วนใหญ่เป็นเชลย หรือถูกซี้อตัวมา และทาสที่เป็นลูกหนี้มีจำนวนน้อย

                ทาสจำนวนมากถูกครอบครองโดยเจ้านคร ของอาณาจักรฝ่ายเหนือ ขุนนางเชียงใหม่ครอบครองทาส หนึ่งพัน ซึ่ง Colquhoun บันทึกไว้ว่า เจ้าชั้นที่หนึ่งหรือเจ้าหลวงมีทาส หนึ่งพันห้าร้อยคน เจ้าขั้นที่สอง หรือเจ้าหัวหน้า มีทาส หนึ่งพัน เข้าชั้นที่สาม มีทาส แปดร้อย และเจ้าที่ต่ำกว่าคนอื่นมีทาส เจ็ดสิบหนึ่งหนึ่งร้อยคน ประวัติศาสตร์ที่เล่ากันยืนยันทั้งจำนวนทาสเป็นสำคัญและความเหนือกว่าของทาสเชลยต่อทาสลูกหนี้.

                ใกล้เคียงกับประชาชน 550 คนที่ผู้เขียนได้สัมภาษณ์ ในหมู่บ้าน 167 คน หรือ 30 เปอร์เซนต์ลำลึกถึงข้อมูลพิเศษบางอย่างเกี่ยวกับทาสในอดีต

                เรื่องราว (ประวัติศาสตร์) ที่บอกต่อกันมา ไม่ได้ช่วยบอกจำนวนเปอร์เซนต์ที่ใช้วัดวัระบบทาสในภาคเหนือของประเทศง่ายๆ แต่ก็ได้เผยถึงสาเหตุเบื้องต้นของการเข้าสู่ระบบทาสว่า คืออิทธิพลทางการเมืองมากว่าการกดดันทางเศรษฐกิจ มีชาวบ้านเพียง 53 คนเท่านั้นที่สามารถลำลึกถึงรายละเอียดเกี่ยวกับสาเหตุที่นำเข้าไปสู่ความเป็นทาส

                การใช้พลังอำนาจของรัฐในระบบทาสภาคเหนือของไทย มีข้อมูลเพิ่มเติมสามประเภทจากประวัติศาสตร์ที่บอกเล่า นั่นคือ
                ประเภทแรก ถ้าเจ้าผู้ครองนครแตกต่างจากเจ้าผู้น้อยกว่า ก็จะกลายเป็นหลักฐานที่ชี้ชัดว่าทาสส่วนใหญ๋ของเจ้าผู้ครองนครก็จะเป็นทาสเชลย 68 เปอร์เซนต์เชลยสงครามเป็นสาเหตุของการเป็นทาส

                ประการที่สอง ถ้าการตอบรับที่ไม่เป็นรูปแบบให้นำหนักกับจำนวนทาสต่อการตอบรับแต่ละตัวถูกอ้าอิงถึง พยานหลักฐานก็จะสับเปลี่ยนอย่างน่าตื่นเต้นต่อการสนับสนุนทาสเชลยศึกสงคราม 304 ครอบครัว หรือ 84 เปอร์เซ็นต์เป็นเชลยศึกสงคราม เทียบกับทาสลูกหนี้ 57 ครัวเรือน หรือ 16 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

                ประการที่สาม เป็นการเปิดเผยการสำรวจทาสทางกลุ่มชาติพันธุ์ หรือภูมิหลังทางประชากร ชาวบ้าน75คน (78เปอร์เซ็นต์)จำได้ว่าทาสมีภูมิหลังเป็นคนไทยเหนือพื้นเมือง ถูกครอบครองโดยเจ้าผู้ครองนคร ส่วนที่เหลือที่ไม่ใช่คนพื้นเมืองถูกต้อนมาจากสงคราม

            ส่วนที่สองพูดถึงบทบาทของอำนาจรัฐในระบบทาส
                สาเหตุของระบบทาสในประเทศไทยมีห้าประเภทใหญ่ๆ คือสามประเภทเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง กล่าวคือ ทาสเชลยศึกสงคราม ทาสที่ถูกซื้อ ทาสที่เป็นอาชญากรเพื่อที่จะลงทัณฑ์มีจำนวนน้อยมาก

                ผู้เขียนจะพยายามที่จะเน้นไปที่สองประเภทที่สำคัญ คือทาสเชลยศึกสงครามและทาสที่ถูกซื้อ ที่แสดงให้เห็นว่าถูกล่วงละเมิดอย่างไร้ความเป็นมนุษย์ตามที่เขียนไว้ในระบบทาสของประเทศไทย

                ทาสเชลยศึกสงคราม นักปกครองชาวเอเซียตะวันออก ต้องการที่ควบคุมคนมากกว่าที่จะควบคุมอาณาเขต ตามที่ไกรศรี นิมมานเหมินทร์ได้กล่าวว่า ใส่ผักไว้ในตระกล้า ใส่ทาสไว้ในอาณาจักร (เก็บผักใส่ส่า เก็บข้าใส่เมือง)การยึดทาสมีประวัติอันยาวนานในภาคเหนือของไทย แม้ในศตวรรษที่13 ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงก็ได้กล่าวไว้เช่นกัน มีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าทาสเชลยได้แสดงบทบาทในศตวรรษที่19 ในสยามประเทศเช่นกัน สงครามที่ใช้ความเร็ว ที่เป็นงานปกติในฤดูแล้ง ทาสเชลยนับรวมเข้าในทั้งเป็นทหารและพลเรือน

                ผู้เขียนไม่เชื่อข้อยืนยันที่นักวิชาการได้ให้ไว้ ว่า จะเป็นไปได้รับข้อสรุปที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับเงื่อนไขและจำนวนทาสเชลยศึกสงครามในภูมิภาคอื่นของประเทศไทย

                ถึงแม้ว่าผู้เขียนจะเชื่อว่า หลักฐานที่เพียงพอที่ชี้นำความสำคัญของเชลยศึกในรัฐไทยภาคกลาง เหมือนกับอาณาจักรของไทยภาคเหนือ
ส่วนทาสที่ถูกซื้อมา แม้ว่าพยานหลักฐานจากประวัติศาสตร์ที่เล่ากันมาจะชี้ว่าเปอร์เซนต์ของประชาชนตกเป็นทาสผ่านการซื้อขายของปัจเจกบุคคลจะน้อยกว่าที่ถูกยึดเข้ากับคนในสังคราม แหล่งข้อมูลทางเอกสารชี้ว่าการซื้อขายทาสได้เกิดขื้นในระดับที่น่าพิจารณา ดังนั้นส่วนมากเป็นการค้าขายในจำนวนทาสที่ถูกซื้อ ซึ่ง Colquhoun ชี้ว่า เหตุผลที่อาณาเขต ถึงตะวันออก ของแม่น้ำโขง ดูเหมือนจะน้อยกว่าอาณาเขตด้านตะวันตก และเขาได้สรุปต่อว่า ทาสคนที่ถูกยึดครองก็จะตกเป็นทาสในความหมายที่สมบูรณ์ของคำ พวกเขาถูกจับยึดไว้ ไม่มีความหวังที่จะได้รับการปลดปล่อย ป้องกันความตาย หรือที่จะหลบหนี ถูกจับกุมด้วยการโจมตี ถูกล่ามโซ่นำไปพื้นที่ของประมุข ในรัฐฉาน สยามประเทศ และกัมพูชาเพื่อจัดการขาย

                ราคาที่สูงของทาส สัมพันธ์กับ ต่อค่าจ้างของชาวบ้านธรรมดาที่จะช่วยให้เข้าใจเหตุผลที่ทาสถูกซื้อเป็นรูปแบบของการค้าขายที่เฟื่องฟู ในประเทศไทยศตวรรษที่ 19

                ทาสที่ถูกซื้อขาย เป็นสินค้าที่สำคัญชัดเจน ของตลาดในศตวรรษที่19 ทั้งในภาคเหนือและภาคกลางของไทย เช่นเดียวกับรอบภูมิภาคที่ทาสกำเนิดขึ้น เชียงใหม่คือหนึ่งจุดที่ลำบากในเครือข่ายของการค้าทาสและสยาม คือจุดผ่านที่สำคัญสำหรับทาสที่ถูกซื้อ

                บทความส่วนที่สาม กล่าวถึงรัฐและระบบทาสลูกหนี้
                ข้อถกเถียงที่ยอมรับ ลักษณะที่เอื้อเฟื้อของระบบทาสของไทยอยู่ตรงข้อสมมติฐานที่ว่า ทาสลูกหนี้เป็นรูปแบบที่มีอำนาจของทาส เงื่อนไขที่ชาวบ้านเข้าไปอย่างที่กล่าวถึงอย่างสมัครใจและจากสิ่งที่พวกควรออกได้ง่าย สาเหตุของการทาสลูกหนี้ คือต้องการเงิน พวกเขาให้ความสำคัญของการหนี้น้อยลง โดยการชี้ถึงมีจำนวนน้อยและจ่ายง่าย ถ้าไม่โดยพวกเขาเองก็โดยคนอื่น

                ตามที่ผู้เขียนได้แสดงความเห็นในส่วนแรกของบทความนี้ งานวิจัยของเขาในภาคเหนือของประเทศไทยแสดงว่า ทาสลูกหนี้ ไม่ใช่รูปแบบที่มีอำนาจของทาสในภูมิภาคนี้ เขาแสดงขยายถึงการที่ทาสลูกหนี้บังเกิดขึ้น รัฐไม่ใช่สิ่งชาวบ้านจะเข้าถึงได้โดยไม่บีบบังคับ เงื่อนไขทางเศรษฐกิจทำให้เข้าใจถึงเหตุผลที่ชาวบ้านถูกคนอื่นบังคับให้เป็นทาสหรือองค์ประกอบของครอบครัวพวกเขา และเหตุผลที่คนเข้าสู่ระบบทาส เป็นการยากที่พวกเขาจะได้รับอิสระภาพ ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจัยทางเศรษฐกิจเหล่านี้ไม่สามารถเข้าใด้โดยไม่เข้าใจบทบาทในการสร้างสรรค์และการดูแลความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม
รัฐ มิใช่แต่เพียงเกี่ยวพันในการสร้างและดูแลความไม่เป็นไม่เท่าเทียมกันทางสังคมเท่านั้น แต่รัฐยังจะต้องเกี่ยวพันในเรื่องของการบังคับให้ลูกหนี้ได้ชำระหนี้คืนอีกด้วย

                ดังนั้นจึงมีเหตุผลที่น่าสงนถ้าพวกทาสลูกหนี้ได้รับการปฏิบัติอย่างดี

สรุปภาพรวม
               
บทความนี้ ผู้เขียนได้เขียนบนแหล่งข้อมูลเอกสาร และเรื่องราวที่บอกเล่า เพื่อที่จะตรวจสอบถึงเหตุผลที่คนเข้าสู่ระบบทาสในภาคเหนือของประเทศไทยช่วงศตวรรษที่19 พยานหลักฐานชี้ชัดว่าทาสเชลยศึกสงครามีความกว่าทาสที่เป็นลูกหนี้ในอาณาจักรไทยภาคเหนือเชียงใหม่ และเพราะจำนวนมากที่ถูกบังคับทางกายภาพมากกว่าการกดดันทางเศรษฐกิจ อำนาจรัฐและการบีบบังคับทางการเมืองไม่ได้ทำให้ระบบทาสของประเทศไทยภาคเหนือให้ชัดเจน
ถึงแม้ว่าระบบทาสลูกหนี้ มิใช่รูปแบบที่ดั้งเดิมของทาสในภาคเหนือของประเทศไทย ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่า เป็นความเข้าใจผิดที่สันนิษฐานว่าทาสลูกหนี้ เป็นข้อเลือกตามสมัครใจที่ง่าย ของชาวบ้านระดับปัจเจก ตรงกันข้ามผู้เขียนได้แสดงให้ถึงวิธีที่รัฐสามารถเข้าใจที่จะมีแนวร่วมกับระบบทาสลูกหนี้ด้วย เพราะอำนาจรัฐและนโยบายรัฐเกี่ยวพันกับดูแลความเป็นทางของมนุษย์ ระบบทาสของไทยไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ในระดับการตัดสินของปัจเจกบุคคล ดังนั้นผู้เขียนจึงโต้แย้งทัศนะคติเรื่องทาส ว่าเป็นการสมัครใจ หรือตัวเลือกทางการเงิน ของภาครมของชาวไร่ชาวนาไทย เขายืนยันว่าระบบทาสในภาคเหนือของไทย เป็นสถาบัน ที่กำหนด สนับสนุน หรือลบล้างโดยรัฐ

                การกำหนดบทบทที่บีบบังคับของรัฐ ในการสรางและการดูแลระบบทาสในภาคเหนือของไทยในศตวรรษที่19 ทำให้เกิดสงสัยเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของข้อยืนยันทั่วไปที่ยอมรับลักษณะของระบบทาสในเมืองไทยอย่างแพร่หลาย พยานหลักฐานจากนักวิชาการชี้ว่า ชาวสยามเป็นทาสมากว่า หนึ่งในสี่ ถึงหนึ่งในสาม ตามที่อ้างถึงบ่อยๆ

                คนที่เป็นเชลยสงคราม ในภาคกลางของประเทศไทย ชี้ว่า ความพยายามอย่างยิ่งยวด คือความต้องการที่แยกแยะทาสเชลยสงครามออกจากทาสลูกหนี้ในการวิเคราะห์แหล่งข้อมูลทางเอกสาร เพราะปรากฏว่าทั้งทาสเชลยและทาสลูกหนี้รวมอยู่ในประเภทของทาสที่จะไถ่ถอน
ทุกวันนี้การพูดถึงลักษณะของระบบทาสยังอยู่บนการกล่าวยืนยันที่ไม่ท้าทายของนายทาส ผู้เขียนหวังว่าการเข้าใจอย่างถ่องแท้ จะได้รับโดยการศึกษาข้อมูลเอกสารและเรื่องราวที่บอกเล่าตามที่เสนอในบทความนี้ คงจะช่วยให้นักวิชาการกลุ่มคนในประเทศไทยและที่อื่นในเอเชียตะวันตกได้เข้าใจอย่างชัดเจนถึงการเข้าไปสู่ลักษณะของระบบทาสอย่างมีเหตุผล ของแต่ละอาณาจักร

บทวิเคราะห์
                ระบบทาสมีมาตั้งอดีตกาลและเป็นประเพณีทั่วไป สำหรับการมีทาสไว้ใช้ กระบวนการซื้อขายทาสมีอยู่ทั่วไปในโลก มีความแตกต่างกันในมิติของการซื้อขาย การบังคับใช้งาน การลงโทษเมื่อทาสมีการล่วงละเมิดกฎกติกาข้อบังคับของนายทาส ขึ้นอยู่กับบริบทที่แตกต่างกัน บทความนี้ได้นำเสนอระบบทาสในภาคเหนือของไทยในช่วงศตวรรษที่ 19 ผ่านวิธีวิทยาคือ ศึกษาจากเอกสาร และการลงภาคสนามสัมภาษณ์ชาวบ㹉านที่มีความรู㹉㹀กี่ยวกับเรื่องนี้

                ข้อมูลที่ได้รับจากบทความนี้จึงค่อนข้างที่จะน่าเชื่อถือเพราะมีพยานหลักฐานด้านเอกสาร และด้านบุคคลร่วมสมัยตามที่กล่าวแล้ว ในเอกสารที่มีการรวบรวมไว้ได้กล่าวถึงที่มาของความเป็นทาส หรือทางสู่ความเป็นทาสโดยทั่วไปแล้วว่า มี 5 ประเภท คือ
                -เป็นทาสโดยสายโลหิต นั่นคือลูกของพ่อแม่ที่เป็นทาส เกิดมาก็ได้สถานภาพเป็นทาสอัตโนมัติ
                -เป็นทาสเพราะถูกพ่อแม่ขายไปให้เป็นทาสคนอื่น ด้วยสายเหตุผลทางเศรษฐกิจ หรือเหตุผลอื่น
                -คนรบแพ้ในสงคราม แล้วถูกผู้รบชนะกวาดต้อนไปเป็นทาส
                -คนที่ถูกปล้น ถูกลักพาตัวมาเป็นทาส
                -ทาสที่เป็นสินค้าในกระบวนการซื้อขาย

                คนที่เป็นหนี้มากๆแต่ไม่สามารถที่จะชดใช้หนี้ตามกฎหมายของกรีกและโรมันอนุญาติให้เจ้าหนี้เอาลูกหนี้ไปเป็นทาสได้ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของทาส อีกสาเหตุหนึ่งคือต้องการเงินเพื่อเอาไปให้บุพการี หรือต้องการมีชีวิตที่ดีก็ขายตัวเป็นสมัครใจเป็นทาสคนอื่น และประเภทหนึ่ง คือกรรมกรที่ถูกบังคับให้ทำงานแบบทาส ทั้งๆที่มิได้เป็นทาส ลักษณะเช่นนี้ในปัจจุบันก็มีอยู่ในหลายประเภท

                การล้มเลิกระบบทาสประเทศในยุโรปได้ล้มระบบนี้หลังจากที่สหประชาชาติ ประกาศปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน เมือวันที่ 10 ธันวาคม 2491(ค.ศ.1938) ซึ่งเสียงเอกฉันท์ของประเทศสมาชิกได้รับรองโดยไม่มีการคัดค้าน เพียงแต่มีไม่ออกเสียงบางประเทศเท่านั้น ต่อมาประเทศอังกฤษและเมืองขึ้นได้ออกกฎหมายเลิกระบบทาสใน พ.ศ.2377(ค.ศ.1834) จนถึงพ.ศ.2399 (ค.ศ.1856)ประเทศสหรัฐอเมริกาก็ได้ล้มเลิกระบบทาส(สุชีพ ปุญญานุภาพ2533)

                ลักษณะทาสตามกฎหมายโบราณของไทยได้จัดประเภทของทาสไว้ 7 อย่าง คือ
                1.ทาสไถ่มาด้วยทรัพย์
                2.ลูกทาสเกิดในเรือนเบี้ย
                3.ทาสได้มาแต่ฝ่ายมารดาบิดา
                4.ทาสที่มีผู้ให้
                5.ทาสอันได้มาด้วยการช่วยกังวลธุระทุกข์แห่งคนอันต้องโทษทัณฑ์
                6.ทาสที่เลี้ยงไว้ในกาลเมื่อข้าวยากหมากแพง
                7.ทาสที่ได้มาจากการรบศึกชนะ

                ระบบทาสในเมืองไทยได้ถูกยกเลิกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่5 ซึงมีลักษณะการเลิกค่อยๆเป็นไป จนกระทั่งถึง พ.ศ.2448)จึงได้ออกพระราชบัญญัติทาส มีข้อกำหนดให้ลูกทาสทั้งปวงได้เป็นไท ระบบทาสในประเทศจึงเป็นล้มเลิกเด็ดขาดในสมัยรัชการที่5
บทความนี้ได้แสดงที่มาของทาสไว้ 5 ประการ คือ

                1.เชลยศึกสงคราม (War Captive) คงจะหมายถึงคนที่รบแพ้ถูกคนชนะจับมาเป็นทาส มีพยานหลักฐานแสดงชัดเจนว่าในภาคเหนือของประเทศไทย มีระบบทาสทำนองนี้เช่นเดียวกับไทยภาคกลาง แม้แต่สมัยสุโขทัยก็มีเฉกเช่นเดียวกัน(Benda and Larkin ,eds.1967;40-41)

                ลักษณะเช่นนี้มีท่าทีว่าจะเป็นรูปแบบของการมีระบบทาสในโลก โดยเฉพาะเวลามีการศึกษาสงครามเกิดขึ้นกระบวนการทาสจะเกิดขึ้น ซึ่งสะท้อนให้ว่า ผลกระทบ หรือผลผลิตสงครางอย่างหนึ่งที่หลีกไม่ได้ก็คือเกิดกระบวนการทาสขึ้นเมื่อสงครามสิ้นสุด ผู้แพ้หมดอิสระภาพหมดสิทธิที่จะต่อรองอะไรทั้งสิ้น จำต้องถูกกระทำซ้ำจากผู้ชนะ เหมือนกับทาสในภาคกลางของประเทศไทย

                2.ลูกหนี้ (Debtor) คนที่เป็นหนี้จากสาเหตุต่างๆทั้งเศรษฐกิจและมิใช่เศรษฐกิจ ลักษณะของคนประเภทนี้หมดอิสระภาพเพราะอิทธิพลของเจ้าหนี้บังคับ หมดหนทางที่จะปลดเปลื้องตนเองจากการเป้นหนี้ได้จึงยอมตกเป็นทาสของเจ้าหนี้ ถ้ามีศักยภาพพอที่จะใช้หนี้ได้ มีความเป็นไปได้ที่จะได้รับความเป็นไทย มุมมองทางพระพุทธศาสนา มองว่าคนที่เป็นหนี้คนอื่นเปรียบเหมือนเป็นทาสของคนอื่น และเป็นสภาวะการที่บีบบังคับใจเป็นที่สุด นั่นคือเป็นทุกขสภาพของลูกหนี้

                ทาสประเภทนี้มีจำนวนมาก ซึ่งบ่งบอกว่าเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ หรือความกดดันทางเศรษฐกิจ(Economic Pressure)มีผลต่อสถานภาพของคน ในบริบทของปัจจุบันก็ไม่แตกต่างกันเพียงแต่การยอมรับสถานภาพทาสไม่มีกฎหมายรองรับเท่านั้นเอง

                3.ทาสที่ถูกซื้อมา (Bought/Kidnapped) นายเงินได้ใช้เงินซื้อทาสมาจากนายเงินคนเก่า หรือ จากตลาดค้าทาส ลักษณะเช่นนี้มุมมองของนักสิทธิมนุษยชนยุคปัจจุบัน ไม่เห็นด้วยอย่างยิง เพราะเป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อย่างสิ้นเชิง มนุษยภาพไม่แตกต่างไปจากเดรัจฉาน หรือสินค้าตามท้องตลาด โอกาสของคนที่อำนาจทางการเงินย่อมอยู่เหนือ และครอบงำคนที่อ่อนด้อยกว่า

                ในทางพระพุทธศาสนาได้ห้ามพระสงฆ์และชาวพุทธไม่ให้ค้าขายทาส เป็นกิจที่ไม่ควรกระทำ เป็นข้อห้ามสำหรับการค้าของชาวพุทธ และห้ามมิให้พระสงฆ์มีทาส ถ้าพระสงฆ์ใดมีเป็นความผิดตามหลักพระวินัย (พระวินัยปิฎก เล่ม 7 หน้า 346)

                ในเรื่องการรับรองสิทธิ ถ้าทาสได้รับอนุญาตจากเจ้าของทาสให้บวช ถ้าบวชแล้ว ย่อมได้รับสิทธิทั้งหมดเท่าเทียมพระสงฆ์รูปอื่น เจ้าของทาสเดิมไม่มีสิทธิที่จะจับกุมหรือเรียกตัวคืน(พระวินัยปิฎก เล่ม 4 หน้า 156)

                การค้าขายทาสในมุมมองของพระพุทธศาสนา เป็นสิ่งที่ควรทำสำหรับชาวพุทธ

                4.ทาสที่ได้จากกระบวนการทางอาญา (Punishment) อาจจะหมายถึงคนที่มีความผิดถูกลงโทษให้รับทาสภาพ และเจ้าตัวไม่สามารถที่หลีกพ้นสภาวะเช่นนั้นได้จึงอยู่ในภาวะจำยอม

                5.ทาสที่เกิดขึ้นจากการต่อส ู้(Fled Fighting) เมื่อเกิดการต่อสู่ย่อมมีผู้แพ้ผู้ชนะ ซึ่งมีความเป็นไปได้ในระดับปัจเจกบุคคล เช่นแพ้พนันกัน ไม่น่าจะหมายถึงการสู้รบในระดับสังคม คือสงคราม

                ทาสที่บทความนี้ได้กล่าวถึงนี้ มีทั้งคนพื้นเมือง และคนที่ไม่ใช่พื้นเมือง เพราะทาสบางประเภทถูกกวาดต้อนมาจากที่อื่น เช่น ทาสเชลยสงครามซึ่งบทความนี้ให้ความสำคัญมากเป็นอันดับหนึ่งด้านจำนวนตัวเลข

โดยบริบททางสังคมของภาคเหนือของประเทศไทย แบ่งชนชั้นออกเป็น 3 พวก คือ
                1.ชนชั้นปกครอง ได้แก่พระมหากษัตริย์และข้าราชการ ทำหน้าที่ด้านการปกครอง เป็นชนชั้นสูงสุดในสังคม ชนชั้นนี้แบ่งออกเป็นชั้น 1.เจ้านาย (จากส่วนกลาง) 2.ราชตระกูล 5 ตำแหน่ง คือ เจ้าเมือง , เจ้าหอหน้า(เจ้าอุปราช),เจ้าราชบุตรและเจ้าบุรีรัตน์(เมืองแก้ว) เจ้านายทั้ง 5 ตำแหน่ง มีหน้าที่ที่สำคัญ คือ การเป็นสมาชิกสภาที่ปรึกษากิจการต่างๆ เรียกว่า “เค้าสนามหลวง”เป็นหน่วยงานราชการที่สำคัญที่สุดโดยมีเจ้าเมืองเป็นประธาน

                2. ไพร่เมือง หรือเลข เป็นคนกลุ่มใหญ่ในสังคม สังกัดกรมกอง หรือเจ้าขุนมูลนาย มีสัญลักษณ์ คือรอยสัก ถ้าไม่มีรอยสักจะไม่ได้รับสิทธิต่างๆจากรัฐ ชนชั้นไพร่ แบ่งออกเป็น ไพร่สม ไพร่หลวง ไพร่ส่วย

                3.ทาส(ข้า) เป็นชนชั้นต่ำสุดของระบบสังคมประเทศราชฝ่ายเหนือ เริ่มมีมาก่อนสมัยพรเจ้ามังราย ส่วนใหญ่เป้นพวกชาวเขเผ่ากะเหรี่ยงขาว พวกเงี้ยว ทาสมีสิทธิหลายอย่าง เช่น การรับมรดก การเปลี่ยนเจ้าของ การับจ้างหาเลี้ยงชีพ(ชวลีย์ ณ ถลาง,ประเทศราชของสยาม,2541)

                ผู้ที่ครอบครองทาส ก็คือ เจ้านาย, ต่ำกว่าเจ้านาย, พระยา,ท้าว, แสน, คนทั่วไป และ เจ้าของทาสที่ยังไม่บรรลุชัดเจน

                Colquhoun (1885;257)ได้บันทึกว่า เจ้าหลวง มีทาส 1,500 คน เจ้าหอหน้า มีทาส 1,000 คน เจ้าราชวงศ์มีทาส 800 คน เจ้านายที่มีฐานันดรศักดิ์ต่ำกว่า มีทาสได้ 100คน พระยา มีทาสได้ 15-20 คน

                จำนวนคนไทยที่เข้าสู่ระบบทาส จึงมีจำนวนมากกว่าคนที่ไม่ได้เป็นทาส ตามที่บทความนี้ได้กล่าวไว้ว่า มีประมาณ หนึ่งในสี่ ถึงหนึ่งในสาม ที่เข้าสู่ระบบทาส เพราะคนไทยทุกคนจะอยู่อย่างไม่มีสังกัดไม่ได้ จะต้องมีสังกัด จึงมีการสักเลขสัญลักษณ์เอาไว้

                กระบวนการเลิกทาสในระบบเชิงสถาบันสังคม สันนิบาติชาติ ได้ดำเนินการเป็นเพื่อส่งเสริมสันติภาพ และเพื่อล้มเลิกระบบทาสตามส่วนต่างๆของโลก ตามขั้นตอนดังนี้
                1.ใช้อนุสัญญา ค.ศ.1919 ว่าด้วยการเลิกทาสทุกกรณี
                2.ได้ตั้งคณะกรรมาธิการผู้เชี่ยวชาญทางการเลิกทาสขึ้นโดยเฉพาะ ในปี ค.ศ.1924
                3.ได้ใช้อนุสัญญาว่าด้วยระบบทาส ร่วมลงสัตยาบันรวมกัน 26 ประเทศ
                4.ได้ใช้อนุสัญญาว่าด้วยทาสกรรมกร เพื่อขจัดปัญหาเรื่องการบังคับใช้แรงงานที่ไม่เป็นธรรม
                5.ได้ตั้งคณะกรรมาธิการชุดที่2 ขึ้นอีก เมื่อ ค.ศ.1932
                6.ได้ตั้งคระกรรมาธิการว่าด้วยทาสเป็นการถาวร เป็นคณะกรรมาธิการที่ปรึกษาผู้เชียวชาญใน ค.ศ.1932(สุชีพ ปุญญานุภาพ 2533)

                ระบบทาสเป็นระบบสัมพันเชิงอำนาจทางสถาบัน นั่นคือ ความสัมพันระหว่าง อำนาจรัฐ ที่จะบีบบังคับตามสายสัมพันแห่งกฎหมาย ที่สังคมตราขึ้นเพื่อรองรับการใช้อำนาจของตนเอง และผู้ถูกบีบบังคับให้เป็น หรือผู้ถูกกระทำ อำนาจดังกล่าวถูกใช้ผ่านกลไกของรัฐ ทุกที่ในสังคมโลก อำนาจมีลักษณะเหมือนทรัพย์สินอื่นโดยทั่วไปที่เราสามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่า ใครมีมากมีน้อย แต่อำนาจเป้นสิ่งที่กระจัดกระจายไหลเวียนเชื่อมโยงเป้นลูกโซ่ในความสัมพันธ์ทางสังคมทุกชนิด และในทุกขณะที่มีวาทกรรมฯ (ฟูโกต์)

                ฟูโกต์ไม่ได้มอง อำนาจว่า เป็นสมบัติของชนชั้นหนึ่งชั้นใด หรือเป็นเครื่องมือที่ใครคนใดคนหนึ่งสามารถใช้ได้ตามใจปรารถนา แต่หากหมายถึงรูปแบบการครอบงำและกดบังคับแบบต่างๆ และในสังคมใดก็ตาม จะพบความไม่สมดุลของอำนาจเสมอ เขาสนใจวิถีของการจัดความให้ความสนใจกับร่างกายของคน และอำนาจที่จะกระทำต่อร่างกายนั้น

                ด้านความสัมพันธ์นั้น ฟูโกต์ ได้แยก ออกเป็นสองแบบ คือ
               
1.ความสัมพันธ์ของความรุนแรง
                2.ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ
                ความสัมพันธ์ของความรุนแรง เป็นการกระทำต่อร่างกายของมนุษย์ หรือสิ่งต่างๆ ปิดโอกาสไม่ให้มีความเป็นไปได้ในทางอื่น ขั้วตรงกันข้างของความรุนแรง คือการเพิกเฉย หรือยอมจำนน เมื่อมีการต่อต้าน ความสัมพันธ์ก็จะลดทอน หรือตัดโอกาสการต่อต้าน

            ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ จะมีปฏิบัติการได้ต้องมีองค์ประกอบ 2 อย่าง คือ ฝ่ายอื่น หมายถึงบุคคลซึ่งอำนาจมุ่งกระทำ และ ความเป็นไปได้ของการตอบโต้ เป็นปฏิปักษ์ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจจึงหมายถึงโครงสร้างโดยรวมของการกระทำเพื่อผลบางอย่างที่ผู้อยู่ในโครงข่ายความสัมพันตั้งเป้าเอาไว้
รัฐมีกฎหาย หรือข้อบังคับ หรือใช้สิทธิที่เหนือกว่าในเรื่องเกี่ยวกับระบบทาส จึงเป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ที่มุ่งถึงฝ่ายที่อำนาจมุงกระทำ เช่น เชลยศึกษาสงคราม รัฐฝ่ายที่ชนะย่อมที่ใช้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจบีบบังคับคนที่แพ้สงคราม เพื่อมาเป็นทาสของตนเอง ฝ่ายที่ถูกกระทำ หรือฝ่ายอื่น จึงอาจที่จะตอบโต้ เป็นปฏิปักษ์ และยอมจำนนต่อความสัมพันธ์เชิงอำนาจในที่สุด ตกอยู่ภาวะที่เงียบงันอันเนื่องจากไม่ศักยภาพที่จะต่อรอง ซึ่งเป็นภาวะของผู้ที่ถูกกดขี่ตามทัศนะของเปาโล แฟรร์ (กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์ 2547)

                ทั้งนี้เป็นเพราะว่าในสภาวะเงื่อนไขของการถูกกดขี่เอารัดเอาเปรียบทาสนั้น ทาสจะถูกกระทำให้เหมือน “เป็นใบ้” พวกทาสไม่มีสิทธิ ไม่มีเสียง จะถูกกีดกันกั้นกางให้ออกจากกระบวนการสร้างการเปลี่ยนผ่านทางสังคม หรือเรียกได้ว่า ถูกห้ามไม่ให้มีตัวตน (Prohibited from being)

                ทาสที่ถูกครอบงำตกอยู่ในมายาคติเชิงวัฒนธรรมของผู้ใช้อำนาจเช่นเจ้านคร เจ้านาย และนายทาสอื่นๆครอบงำ และรับเอาภาพลักษณ์ของผู้กดขี่และยอมรับแนวทางที่นายทาสชี้แนะให้กระทำ โดยมีมายาคติที่ครอบงำทาสอย่างมากคือ ความรู้สึกมีปมด้อย ซึ่งส่งผลให้พวกทาสขาดความตระหนัก เชื่อในเคราะห์กรรม ขาดความนับถือตนเอง กระทั่งกลัวการมีอิสระเสรี อย่างในกรณีการเลิกทาสในรัชสมัย ร.5 มีทาสจำนวนไม่น้อยที่กลัวว่าจะถูกปลดปล่อย มีอิสระเสรีภาพ แต่หาตัวตนไม่เจอว่าจะเป็นอะไร อยู่อย่างไร รู้สึกว่าตนเองถูกปล่อยทิ้งให้ตายไปจากโลกเสียปานนั้น (กิติพัฒน์ นนทะปัทมะดุลย์ 2547)

                ระบบทาสอาจจะทำให้สิทธิ หรือความเป็นมนุษย์สูญเสีย (Dehumannisation) มีสภาวะที่ไม่แตกต่างกันกับสัตว์ ซึ่งแท้ที่จริงมีความแตกต่างกัน ในสัตว์ไม่มีการทำให้สูญเสียความเป็นสัตว์ แต่ในมนุษย์มี ทาสอาจจะล้มเหลว-ไม่สามารถไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ ภาวะของการทำให้สูญเสียความเป็นมนุษย์ อาจเกิดขึ้นจาการเอารัดเอาเปรียบ การกดขี่ และรูปแบบการสร้างความอยุติธรรมต่างๆ การเอารัดเอาเปรียบ การกดขี่ และการสร้างความอยุติธรรมนี้เป็นผลมาจากระบบกฎเกณฑ์ที่มนุษย์ หรือสังคมโครงสร้าง ที่ไม่เป็นธรรมในสังคม ส่งผลให้นายทาสได้ครอบครองอำนาจและเป็นผู้ใช้ความรุนแรงต่อทาสซึ่งเป็นฝ่ายที่สูญเสียความเป็นมนุษย์ไป

                ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ในบริบทของระบบทาสในภาคเหนือของประเทศไทย ก็เป็นลักษณะเช่นเดียวกับทั่วไป รัฐมีอำนาจทางการเมือง นั่นคือใช้อำนาจที่จะไปพุ่งเป้าโจมตีรัฐอื่น เมื่อรบชนะในสงคราม ก็กวาดต้อนคนแพ้มาเป็นทาสในฐานะเป็นเชลยสงคราม มีอำนาจเหนือรัฐอื่นในฐานะผู้ยึดครอง ผู้ถูกยืดครองมีฐานะเป็นทาส หมดอิสระเสรีภาพ

                ระบบการยึดครองทาสในภาคเหนือของไทย มีความเป็นมาอันยาวนาน คล้ายกับในสมัยของสุโขทัยในศตวรรษที่ 13 รัฐให้การอมรับการซื้อขายทาสซึ่งถือว่าเป็นสินค้าที่มีความสำคัญของตลาดในศตวรรษที่19 ทั้งในภาคเหนือและภาคกลางของไทย เช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านในละแวกนี้ เชียงใหม่อาจจะไม่ใช่จุดที่ขาดทาสที่น่าสนใจนักเมื่อเทียบกับสยามซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่ค้าขายที่สำคัญ

                ทาสที่เกิดจากการเป็นหนี้ เป็นมีสาเหตุมาจากเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผู้ที่มีความอ่อนแอทางอำนาจสินทรัพย์ มีความเป็นไปได้สูงที่จะเข้าไปสู่ระบบทาส เหมือนสถานการณ์ปัจจุบันที่คนเข้าสู่ระบบลูกจ้างเพราะไม่มีทรัพย์สินเป็นของตนเองอันเพียงพอ ไม่เข้าก็ไม่มีทางเลือก จึงต้องต่อสู้กับความเสี่ยงต่อชีวิตความปลอดภัยที่อาจจะเกิดขึ้นได้ การสร้างโครงสร้างของการกระทำเพื่อที่จะมารองรับกระบวนการในบริบทการปฏิบัติทางสังคมในชีวิตประจำวันของผู้คน กล่าวคือหลักกติกาและทรัพยากร (Rules & resource) วึ่งจะนำไปสู่การผลิตลู่ทางในการเข้าถึงทรัพยากรด้านต่างๆอาทิ ทรัพยากรทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมือง ตามทฤษฎีการสร้างโครงสร้างของ แอนโทนี กิดเดนส์

                ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ที่สาเหตุของการสู่ระบบทาสในภาคเหนือ เราจะไม่สามารถเข้าใจได้เลย ถ้าไม่เข้าใจบทบาทรัฐที่จะต้องสร้าง /ผลิต และดูแลความเสมอภาคในสังคม กล่าวคือรัฐมีบทบาทหรือเป็นผู้กระทำผลิตความยุตธรรม ความเสมอภาคในด้านสิทธิการเข้าถึงทรัพยากรทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและการเมืองให้เกิดขึ้นในสังคมให้ได้ นับว่าเป็นบทบาทที่มีอำนาจรองรับในการกระทำของรัฐเอง ภาคส่วนอื่นไม่มีบทบาทความสัมพันเชิงอำนาจ จึงรับภาระนี้ไม่ได้

                อีกบทบาทหนึ่งของรัฐ คือ การดูแลเรื่องของความไม่เสมอภาคในสังคม หลังจากที่สร้างแล้ว จะต้อง ตรวจสอบพิจารณา ให้อยู่ในสภาพที่สมดุลย์ ทุกมิติ เพื่อความเป็นธรรมในสังคม

                ดังนั้น บทความนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่า คนในภาคเหนือโดยเฉพาะตอนบนี่เรียกว่าล้านนา ในช่วงศตวรรษที่19 คือยุคสมัยรัตน์โกสินทร์ของสยาม ได้เข้าสู่ระบบทาสด้วยเหตุผลทางการเมืองและเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ

                เหตุผลที่เข้าสู่ระบบทาสด้านการเมืองมีมากกว่าด้านเศรษฐกิจ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่ามีการศึกสงครามเกิดขึ้นในรัฐล้านนากับรัฐใกล้ เมื่อเกิดสงครามระหว่างรัฐแล้ว มีผลเป็นแพ้เป็นชนะ ผู้ที่ชนะมีสิทธิอำนาจเหนือผู้แพ้ระบบทาสก็เกิดขึ้น สนองอำนาจของผู้ชนะ

                ส่วนคนที่เข้าสู่ระบบทาสด้วยเหตุผลหรือเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่มีน้อย การค้าขายทาสในภาคเหนือเชียงใหม่ ไม่เป็นตลาดซื้อขายทาสที่สำคัญเหมือนกับสยาม

                แท้ที่จริงระบบทาส หรือการยึดครองทาสทุกประเภทในภาคเหนือมีมานาน ก่อนสมัยพระเจ้าเม็งรายเสียอีก แต่ไม่มีหลักฐานปรากฏชัดเจน (ชวลีย์ ณ ถลาง 2541)

                อำนาจรัฐและการบีบบังคับทางการเมือง ยึดติดแน่นในระบบทาสของภาคเหนือประเทศไทย ด้วยเหตุผลที่มีอาณาจักรเป็นของตนเองการมีอำนาจในการบริหารบ้านเมืองที่เกี่ยวกับกิจการสงคราม ปกป้องและขยายอาณาเขตของตนเองตามคตินิยมในสมัยนั้นซึ่งมีนัยยะว่าใครสามารถที่จะเข้ายึดครองรัฐอื่นได้ ย่อมมีสิทธิที่จะเข้าถึงและการใช้ทรัพยากรของอีกฝ่ายหนึ่งได้ จึงมีความพยายามที่จะแสดงแสนยานุภาพของตนเองให้ฝ่ายตรงกันข้ามได้เห็นอิทธิพลบารมีที่เหนือกว่า การเข้าตียึดครองจึงเกิดขึ้น

                เมื่อยึดครองได้แล้วอาณาเขตหรือพื้นที่เป็นอสังหาริมทรัพย์เคลื่อนย้ายไม่ได้ สิ่งที่เคลื่อนย้ายได้และมีราคามาก มีประโยชน์ต่อผู้มีชัยชนะก็คือเชลยก็ถูกต้อนมาเข้าอาณาเขต ในยุคนี้นักวิชาการทางภาคเหนือเรียกว่า “ยุคเก็บผักใส่ส่า เก็บข้าใส่เมือง” ในขณะเดียวกันล้านนาเองก็ส่งทาสเป็นบรรณาการให้กับมิตรประเทศเพื่อหวังผลทางการเมืองก็มี มนุษยภาวะถูกทำลายให้เสียความเป็นมนุษย์ (Dehumanisation) เป็นอย่างมาก (เปาโล แฟรร์)

                แม้ระบบทาสลูกหนี้ที่ซื้อขายกันจะมิใช่รูปแบบดั้งเดิม ในภาคเหนือของไทย ผู้เขียนยังชี้ให้เห็นข้อสันนิษฐานที่ผิดที่ว่าระบบทาสลูกหนี้เป็นทางเลือกอันง่ายสำหรับชาวบ้าน รัฐจะต้องเข้าใจในวิธีที่ชาวบ้านเข้าสู่ระบบทาสที่ซื้อขายกัน เพราะอำนาจรัฐและนโยบายมันเกี่ยวพันกับการดูแลทาสภาวะของมนุษย์ ระบบทาสในเมืองไทย ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ด้วยเพียงการตัดสินใจระดับปัจเจก ทัศนะคติเรื่องทาสมันเป็นเรื่ององค์รวมของคนยากจนในประเทศไทย

                ระบบทาสในภาคเหนือของไทยเป็นสถาบัน ที่ถูกกำหนด สนับสนุน และยกเลิกโดยรัฐ บทบาทที่บีบบังคับของรัฐ ในการสร้างและดูแลระบบทาสในศตวรรษที่19ในภาคเหนือของไทย สร้างข้องกังขาเกี่ยวการยืนยันที่สมบูรณ์แบบที่ยอมรับอัตลักษณะของระบบทาส บทความหวังว่าน่าจะสร้างความเข้าใจหรือปรับความเข้าใจของนักวิชาการทั้งไทยและที่อื่นให้เห็นเหตุผลชัดเจนของการเข้าถึงอัตลักษณ์ของระบบทาสในแต่ละประเทศ หรือไม่ก็โดยจากการบอกเล่าและเกร็ดประวัติทางเอกสารพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้ได้ข้อเรียกร้องของพวกทาสเพื่อที่จะมีพื้นสาธารณะ(Public Sphere)ในชีวิตตัวตนของพวกเขา.


เอกสารอ้างอิง
สุชีพ ปุญญานุภาพ. คุณลักษณะพิเศษแห่งพระพุทธศาสนา.2533
ชวลีย์ ณ ถลาง. ประเทศราชของสยาม.2541
สายพิณ ศุพุทธมงคล. คุกกับคน อำนาจ และการต่อต้าน ขัดขืน.2543
กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์. แอนโทนี กิดเดนสน์. เอกสารประกอบการสอน ม.นเรศวร. 2547
กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์. เปาโล แฟรร์. เอกสารประกอบการสอน ม.นเรศวร. 2547
กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์. เยอร์ ฮาเบอร์มาส. เอกสารประกอบการสอน ม.นเรศวร. 2547
 

05 กุมภาพันธ์ 2552

กลับขึ้นด้านบน

 

 
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา
103 วัดเจดีย์หลวง ถ.พระปกเกล้า ต.พระสิงห์
อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200
โทร. 0-5327-0975-6, โทรสาร 0-5381-4752

MAHAMAKUT  BUDDHIST  UNIVERSITY; LANNA CAMPUS
103  Wat Jedeeluang Phrasingha Muang Chiang Mai 50200
TEL. 0-5327-0975-6,  FAX. 0-5381-4752
Contact us : mbulnc@gmail.com , asksak@hotmail.com