1111

หน้าแรก | สมุดเยี่ยม | วารสารปัญญา | บทความ |กระดานเสวน | ห้องรวมศิษย์ ล้านนา.| ติดต่อเรา .

    ครูในฐานะเป็นนักวิทยาศาสตร์พฤติกรรม


บทความทางจิตวิทยา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์เขียน วันทนียตระกูล


ความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุประสงค์ วิธีสอนและการประเมินผล
 

          ในการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงขั้นมหาวิทยาลัย  จะต้องมีเป้าหมายของการศึกษาเพื่อเป็นแนวทางให้ผู้จัดการศึกษาทราบว่าจะจัดการศึกษาแต่ละขั้นอย่างไร  เป้าหมาย (Goal) มีหลายระดับ ระดับทั่วไปโดยมากกระทรวงเจ้าสังกัดจะเป็นผู้พิจารณาการศึกษาขั้นอนุบาลจนถึงขั้นมัธยมศึกษาเป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ระดับมหาวิทยาลัย  ทบวงมหาวิทยาลัย จะเป็นผู้วางเป้าหมายทั่วไป  ขั้นต่อไปเป้าหมายการศึกษาแต่ละข้อก็จะถูกนำมาตีความหมาย  โดยเขียนเป็นวัตถุประสงค์เฉพาะ  เพื่อจะได้จัดหลักสูตร  เนื้อหา และกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เกิดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ (สุรางค์  โคว้ตระกูล. 2544 : 26)[3]

          นักจิตวิทยาการศึกษาหลายท่าน  เช่น  เกรสเซอร์ เมเกอร์ และพอบแพม (Glaser 1967, Mager 1968, Popham 1969)[4] ได้ให้คำแนะนำว่า ผู้ที่มีความรับผิดชอบเกี่ยวกับการศึกษา ควรจะตอบคำถาม 3 ข้อ คือ

1.                     - มีความประสงค์ที่จะให้ผู้เรียนเปลี่ยนพฤติกรรมอะไรบ้าง (วัตถุประสงค์)

2.                     - ทำอย่างไรจึงจะให้ผู้เรียนเปลี่ยนพฤติกรรมได้

3.                     - จะทราบได้อย่างไรว่าผู้เรียนได้เปลี่ยนพฤติกรรมหรือถึงเป้าหมายแล้ว

ฉะนั้น งานของนักการศึกษาและครูก็คือ

        1. ตั้งวัตถุประสงค์การศึกษาที่สอดคล้องกับเป้าหมายทั่วไป ของการศึกษาของประเทศระดับต่างๆ

        2. จัดกิจกรรม เนื้อหา และวิธีสอน ที่จะช่วยให้มีความสัมฤทธิผลตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้

        3. ประเมินผลเพื่อจะทราบว่า  วัตถุประสงค์ที่วางไว้มีสัมฤทธิผลหรือไม่

ถ้าหากจะให้การเรียนการสอนได้ผลสมดังที่ตั้งป้าหมายไว้ ครู จะต้องทราบความสัมพันธ์ของวัตถุประสงค์  เนื้อหา และวิธีสอน และการประเมินผล ซึ่งแยกกันไม่ได้เหมือน 3 เส้าของเตาไฟ ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งก็จะไม่สมบูรณ์

วัตถุประสงค์

เนื้อหา วิธีสอน                                              การประเมินผล

              และกิจกรรมการเรียน
 

          การตั้งวัตถุประสงค์สามารถช่วยทั้งครูและนักเรียนได้ เช่น ช่วยครูให้คิดเตรียมการสอน โดยตอบคำถามตัวเองว่า ต้องการให้นักเรียนเรียนรู้อะไรบ้าง

สรุปแล้วการตั้งวัตถุประสงค์ของการสอนมีประโยชน์ ดังต่อไปนี้

        1. ช่วยให้ครูคิดเตรียมการสอนของแต่ละวิชาอย่างละเอียด ไม่ใช่เฉพาะสัปดาห์หรือวันเท่านั้น  แต่เป็นวัตถุประสงค์ของแต่ละชั่วโมงที่สอน

        2. วัตถุประสงค์จะช่วยให้นักเรียนทราบว่า ครูมีความมุ่งหวังที่จะให้นักเรียนเปลี่ยนพฤติกรรมอะไรบ้าง จึงจะเป็นผลให้ทราบว่าเกิดการเรียนรู้

        3. วัตถุประสงค์จะช่วยชี้แนวทางให้ครูเตรียมกิจกรรม ประสบการณ์ของนักเรียน  เนื้อหาและวิธีสอน เพื่อจะช่วยให้นักเรียนเปลี่ยนพฤติกรรมไปตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้

        4. วัตถุประสงค์ที่เขียนไว้โดยเฉพาะ ที่บ่งถึงพฤติกรรมที่ต้องการให้นักเรียนเปลี่ยนหลังจากจบบทเรียนแล้ว จะช่วยให้ครูประเมินได้ว่านักเรียนเรียนรู้อะไรบ้าง หรือว่าการสอนได้ผลมากน้อยเพียงไร

        การเขียนวัตถุประสงค์ของวิชาใดวิชาหนึ่งในหลักสูตร  มักจะประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ 6 ขั้น ดังต่อไปนี้

        1. เป้าหมายทั่วไปของวิชาแต่ละวิชา ตัวอย่างเช่น เป้าหมายของวิชาคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษา อาจจะเขียนว่านักเรียนทุกคนจะต้องมีความเข้าใจความหมายของตัวเลขต่างๆ และสามารถคิด คำนวณ บวก ลบ คูณ หาร ได้ รวมทั้งนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

        2. วัตถุประสงค์ของโปรแกรม ซึ่งจะเป็นเป้าหมายที่แคบลงกว่าเป้าหมายทั่วไป เป็นต้นว่าในวิชาคณิตศาสตร์ของชั้นประถมศึกษา ผู้เรียนจะต้องเข้าใจความหมายของเลข บวก ลบ คูณ หาร

        3. วัตถุประสงค์ของวิชาตามลำดับชั้นเรียน  ตัวอย่างเช่น วิชาเลขคณิตชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จะต้องเข้าใจความหมายของเลขหลักหน่วย สิบ และร้อย และสามารถจะ บวก ลบ  เลขหลักต่างๆ ดังกล่าวได้

        4. วัตถุประสงค์ของหน่วยการเรียนที่  10 คือ การบวก ในวิชาเลขคณิตชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 อาจจะเขียนว่า “ผู้เรียนสามารถที่จะบวกเลขต่างๆ ของหลักหน่วยได้”

        5. วัตถุประสงค์ของหน่วยการเรียนเขียนเป็นรูปพฤติกรรม หลังจากที่นักเรียนจบบทเรียนหน่วยที่ 10 “การบวก” ถ้าให้โจทย์ฝึกนักเรียนทำเกี่ยวกับการบวกหลักหน่วย นักเรียนจะทำได้ถูกต้องตัวอย่างเช่น 1+2=3,  2+3=5

        6. วัตถุประสงค์ที่เขียนเพื่อจะประเมินผลว่านักเรียนมีความเข้าใจในสิ่งที่ครูสอนอย่างถูกต้อง มีสัมฤทธิผลทางการเรียนรู้ ตัวอย่างเช่น ถามผู้เรียนว่า ถ้าหากผู้เรียนมีกล้วยอยู่แล้ว 2 ผล และก่อนที่จะออกจากบ้าน  พี่ให้อีก 1 ผล รวมแล้วนักเรียนมีกล้วยกี่ผล นอกจากนี้ควรจะชี้ถึงระดับที่นักเรียนควรจะทำได้ เป็นต้นว่า ถ้าให้ปัญหาเลขที่คล้ายคลึงกัน 10 ปัญหา นักเรียนจะต้องทำได้อย่างน้อย 90 %

        นักการศึกษาบางท่านแนะว่า การเขียนวัตถุประสงค์อย่างละเอียดสำหรับทุกวิชา อาจจะทำไม่ได้ จึงแนะนำให้ครูเขียนวัตถุประสงค์ทั่วไปสัก 8-12 ข้อ สำหรับหน่วยการเรียนหนึ่งๆ เพื่อครูจะได้ใช้วัตถุประสงค์ทั่วไปเป็นเครื่องชี้ทางให้ทั้งครูและนักเรียนเข้าใจว่า แต่ละหน่วยเรียนมีความมุ่งหวังอย่างไรบ้าง สรุปได้ว่า วัตถุประสงค์ให้เปรียบเสมือนแผนที่นำทางแก่ผู้เดินทาง

 เนื้อหาและวิธีสอน
        ครูที่ดีจะต้องพยายามจัดเนื้อหาให้ตรงกับหลักสูตร เพื่อจะให้นักเรียนเปลี่ยนพฤติกรรมตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ 
เพราะวัตถุประสงค์เป็นแนวทางให้ผู้รับผิดชอบในการศึกษาทุกคนทราบ จุดมุ่งหมายปลายทางของการศึกษาทุกระดับ และเป็นแนวทางให้ผู้จัดการศึกษาพยายามจัดกิจกรรมและประสบการณ์แก่นักเรียน วิธีสอนที่จะช่วยให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพคือ นักเรียนรู้หรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้

การประเมินผลการศึกษา
      สุรางค์  โคว้ตระกูล ( 2544 : 29
)[5] ได้กล่าวว่าการประเมินผลการศึกษา ควรจะเป็นสิ่งที่ทั้งครูและนักเรียนถือว่ามีประโยชน์ เพราะการประเมินผลทำให้ทั้งครูและนักเรียนทราบว่าการเรียนและการสอนได้ผลดีอย่างไร  แต่ในทางปฏิบัติครูถือว่างานประเมินผลการศึกษาเป็นงานของครู นักเรียนไม่มีส่วนร่วม  และครูมักจะคิดว่าตนมีอำนาจที่จะออกข้อสอบให้ยากหรือง่ายตามใจของตน   ครูบางคนใช้การออกข้อสอบเป็นการลงโทษนักเรียนหรือเป็นเครื่องมือที่ใช้ให้เห็นว่าครูมีอิทธิพล เป็นต้นว่า บทเรียนใดที่นักเรียนไม่ตั้งใจเรียน ครูก็อาจจะถามคำถามยาก เพื่อจะให้นักเรียนตอบไม่ได้ เป็นต้น นักเรียนจะต้องพยายามเดาข้อสอบ หรือทายใจครูว่าจะมีคำถามอะไรบ้าง เวลาสอบ หรือเรียกว่า “เก็ง” ข้อสอบ ที่จริงแล้วการประเมินผลการศึกษาเป็นกระบวนการที่จำเป็นประการหนึ่งของการศึกษา เพราะเป็นหลักอันหนึ่งของ 3 เส้า ตามรูปที่แสดงไว้ข้างต้น คำถามต่างๆ จึงควรจะดัดแปลงมาจากวัตถุประสงค์เฉพาะ เป็นต้นว่า ในการสอบวิชาคณิตศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษา วัตถุประสงค์ที่เขียนเป็นรูปของพฤติกรรมก็คือ นักเรียนจะต้องทำหารยาวจนถึงทศนิยม 3 ตำแหน่งได้ ในการประเมินผลการศึกษา จึงควรจะมีคำถามเกี่ยวกับหารยาว เช่น 127 หารด้วย 11 เป็นต้น ซึ่งนักเรียนควรจะทำได้ถูกต้องตามคำตอบ คือ 11.545 ถ้าทั้งครูและนักเรียนตั้งเกณฑ์ไว้ว่า นักเรียนทุกคนในห้องจะต้องทำหารยาวได้ถูก 100 %  เวลาสอบนักเรียนที่ทำได้ 100 % ก็จะได้รับรางวัล โดยให้เรียนบทเรียนใหม่ต่อไป ส่วนนักเรียนที่ทำไม่ได้ 100 % ก็จะต้องดูเนื้อหา วิธีสอน และกิจกรรมที่นักเรียนทำด้วย และอาจจะต้องเปลี่ยนวิธีสอนใหม่ หรือจัดประสบการณ์ หรือกิจกรรมของนักเรียนใหม่

หลักการสอนของครูที่ดีและมีประสิทธิภาพจากพุทธวิธีในการสอน

          พระธรรมปิฏก (..ปยุตโต. 2540: 14-17)[6] ได้นำหลักการสอนของพระพุทธองค์มาอธิบายด้วยภาษาง่ายๆเพื่อจะบอกถึงหลักการสอนที่ดีและมีประสิทธิภาพจากหนังสือพุทธวิธีในการสอน โดยมีเนื้อหาสำคัญดังต่อไปนี้

          1. มีความรู้เข้าใจในเนื้อหา และขอบเขตของกฎเกณฑ์ และหลักการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและที่จะนำมาใช้ในการสอนอย่างชัดเจน ตลอดจนรู้ขีดขั้นความสามารถของบุคคลที่มีพัฒนาการอยู่ในระดับต่างๆ

          2.  มีความรู้ความเข้าใจในกระบวนพฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์เป็นอย่างดี

          3.  รู้วิธีการและกลวิธีปฏิบัติต่างๆ ที่จะนำเข้าสู่เป้าหมายที่ต้องการ

          4.  มีความรู้ในวิชาสรีรวิทยา  และจิตวิทยา  อย่างน้อยให้ทราบองค์ประกอบต่างๆ  และปฏิบัติหน้าที่ของบุคคล และถ้าเป็นไปได้ควรมีความรู้ทั่วไปอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในทางวิทยาศาสตร์ เพื่อรู้จักสภาวะของสิ่งทั้งหลายและมีทัศนคติที่ถูกต้องต่อสิ่งเหล่านั้น อันจะเป็นเครื่องเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการสอนให้ได้ผลดียิ่งขึ้น

          5.  รู้ความแตกต่างระหว่างบุคคลในด้านความโน้มเอียง แนวความสนใจ  และความถนัดโดยธรรมชาติ

          6. รู้ความแตกต่างระหว่างบุคคลในด้านระดับสติปัญญา ความสามารถ พัฒนาการด้านต่างๆ และความพร้อมที่จะเรียนรู้

          7. รู้ปัจจัยต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคถ่วงหรือส่งเสริมเพิ่มพูนสำเร็จของการเรียนรู้และการฝึกอบรมในระดับต่างๆ กับรู้จักใช้เทคนิคต่างๆ เข้าแก้ไขหรือส่งเสริม นำการเรียนรู้และการฝึกอบรมให้ดำเนินการก้าวหน้าไปด้วยดี

          8. รู้ประวัติพื้นเพเดิม และประสบการณ์ในอดีตของผู้เรียน

          9. พิจารณาสังเกตดูผู้เรียนในขณะที่เขามีบทบาทอยู่ในชีวิตจริงภายในกลุ่มชน หรือสังคม สามารถรู้เท่าทัน และเข้าใจพฤติกรรมต่างๆ ที่เขาแสดงออกในขณะนั้นๆ ว่าเป็นผู้มีปัญหาหรือไม่อย่างไร มองเห็นสาเหตุแห่งปัญหานั้นและพร้อมจะเข้าช่วยเหลือแก้ไขได้ทันที

          10. รู้ชัดเข้าใจแจ่มแจ้ง และแน่ใจ ว่าผลสัมฤทธิ์ที่เป็นจุดหมายนั้นคืออะไร เป็นอย่างไร และตนเองสามารถกระทำผลสัมฤทธิ์นั้นให้เกิดขึ้นได้จริงด้วย

          นอกจากหลักการสอนทั้ง 10 ข้อแล้ว ตัวแปรที่สำคัญที่สุดในการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ หรือให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ ได้ทันที  คือ ครูเป็นกัลยาณมิตรของนักเรียน คือเป็นที่รัก น่าเคารพ น่ายกย่อง คอยให้คำแนะนำเป็นที่ปรึกษาที่ดี พร้อมที่จะรับฟัง และสามารถชี้แจงแถลงเรื่องต่างๆ ให้ลึกซึ้งได้ พร้อมทั้งเป็นผู้ชี้นำทาง หรืออำนวยโอกาสช่วยให้ผู้เรียนดำเนินเข้าสู่ปัญญา เริ่มจากการช่วยให้ผู้เรียนมีทัศนคติที่ถูกต้อง นอกจากนี้ครูจะเปิดโอกาสชี้ให้นักเรียนเป็นผู้มีส่วนร่วมในบทเรียนและเป็นผู้ลงมือกระทำให้มากที่สุด เพื่อนักเรียนจะเป็นผู้สร้างปัญหาให้เกิดแก่ตนเอง ไม่ให้เป็นการบังคับ การเรียนรู้เกิดขึ้นโดยการกาลามสูตรปฏิบัติอย่างกาลามสูตร  จึงส่งเสริมให้มีการเชื่อมั่นในหลักการ วิธีการและสมมติฐานต่างๆ หลังจากได้คิดพิจารณาตนเองโดยมีเหตุผลเป็นฐานรองรับอย่างเพียงพอ หรือเน้นความสำคัญของอิสรภาพในทางความคิดเป็นอุปกรณ์สำคัญในการสร้างปัญญา


หนังสืออ้างอิง

   
    สุรางค์
  โค้วตระกูล,จิตวิทยาการศึกษา,กรุงเทพมหานคร:จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2544.
        พระธรรมปิฎก (..ปยุตฺโต),พุทธวิธีในการสอน,กรุงเทพมหานคร:บริษัทสหธรรมิก, 2540
.

       
พรรณี
  .เจนจิต, จิตวิทยาการเรียนการสอน,กรุงเทพมหานคร : ต้นอ้อแกรมมี่, 2538.


      [3]สุรางค์ โค้วตระกูล,จิตวิทยาการศึกษา, (กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2544), หน้า 26.
      [4]สุรางค์  โค้วตระกูล, เรื่องเดิม, หน้า 26
      [5]สุรางค์ โค้วตระกูล, จิตวิทยาการศึกษา, (กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2544), หน้า 29.
      [6]พระธรรมปิฎก (..ปยุตฺโต), พุทธวิธีในการสอน, (กรุงเทพมหานคร : บริษัทสหธรรมิก, 2540), หน้า14-17.

 

<<กลับ | 1 | 2 | 3 | ถัดไป>>

กลับขึ้นด้านบน

 
 
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา
103 วัดเจดีย์หลวง ถ.พระปกเกล้า ต.พระสิงห์
อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200
โทร. 0-5327-0975-6, โทรสาร 0-5381-4752

MAHAMAKUT  BUDDHIST  UNIVERSITY; LANNA CAMPUS
103  Wat Jedeeluang Phrasingha Muang Chiang Mai 50200
TEL. 0-5327-0975-6,  FAX. 0-5381-4752
Contact us : mbulnc@gmail.com , asksak@hotmail.com