1111

หน้าแรก | สมุดเยี่ยม | วารสารปัญญา | บทความ |กระดานเสวน | ห้องรวมศิษย์ ล้านนา.| ติดต่อเรา .

    ครูในฐานะเป็นนักวิทยาศาสตร์พฤติกรรม


บทความทางจิตวิทยา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์เขียน วันทนียตระกูล

การใช้สมมติฐานเกี่ยวกับการสอน
           
ครูทุกคนต้องการให้นักเรียนเรียนรู้ และต้องการให้นักเรียนมีความตั้งใจที่จะฟังครูสอนหรือประกอบกิจกรรมในห้องเรียน หรือทำการบ้านที่ครูสั่งด้วยความสนใจ  แต่เนื่องจากยังไม่มีผู้ใดหาวิธีสอนที่จะทำให้นักเรียนทุกคนตั้งใจเรียนอย่างสมบูรณ์ได้ อีกประการหนึ่งนักเรียนแต่ละกลุ่มที่ครูสอนก็ไม่เหมือนกัน บางกลุ่มก็มีแรงจูงใจสูง บางกลุ่มก็ไม่สนใจ ครูจึงเหมือนนักวิทยาศาสตร์ที่จะต้องทำการทดลองไปเรื่อยๆ โดยตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับการสอนและพยายามพิสูจน์ว่าเป็นจริงหรือไม่ อันที่จริงครูบางคนก็ได้ใช้การสอนแบบตั้งสมมติฐานและทดลองพิสูจน์อยู่เสมอ เป็นต้นว่าครูที่สอนคณิตศาสตร์ที่พบว่ามีนักเรียนเพียง 2-3 คน ที่ตั้งใจฟังครูและทำงานที่ครูสั่งได้  ที่เหลือทำอะไรไม่ได้เลย ถ้าครูสอนไปเรื่อยๆ โดยไม่เปลี่ยนวิธีสอน  ผลก็คือ มีคนสอบได้เพียงไม่กี่คน สุรางค์ โคว้ตระกูล ( 2544 : 18-22)[1] กล่าวว่าถ้าครูใช้สมมติฐานเกี่ยวกับการสอน พยายามเปลี่ยนวิธีสอนโดยอาจจะมีสมมติฐานดังต่อไปนี้

          1. ถ้าแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มตามความสามารถทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน และให้งานตามระดับความรู้ของนักเรียนเป็นกลุ่มๆ  นักเรียนที่เรียนเลขไม่ได้อาจจะเรียนได้

          2. แบ่งกลุ่มนักเรียนตามความสามารถทางคณิตศาสตร์ และแต่ละกลุ่มครูได้มีวัตถุประสงค์ของหน่วยบทเรียนมอบให้  ก็อาจจะทำให้นักเรียนตั้งใจเรียนและเรียนเลขได้ดี

          3. แบ่งกลุ่มนักเรียนตามความสามารถทางคณิตศาสตร์ และให้วัตถุประสงค์ของบทเรียนที่นักเรียนแต่ละกลุ่มจะต้องเรียนรู้ พร้อมกับให้คำถามที่ครูสร้างขึ้นตามวัตถุประสงค์ของแต่ละกลุ่ม  และให้ข้อมูลป้อนกลับ พร้อมทั้งอธิบายข้อที่นักเรียนทำผิดให้นักเรียนเข้าใจ  จะทำให้นักเรียนมีการเรียนรู้คณิตศาสตร์ดีขึ้น

          เมื่อตั้งสมมติฐานแล้ว  ครูควรจะทดลองสอนตามวิธีที่บ่งไว้ในสมมติฐาน  และประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนว่าเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือไม่ ตัวอย่างเช่น  ถ้าสอนตามสมมติฐานข้อ 1 ผลปรากฏว่ามีนักเรียนจำนวนน้อยคนที่ทำคณิตศาสตร์ได้ดีขึ้น  ต่อไปครูอาจจะทดลองด้วยวิธีสอนที่บ่งไว้ในสมมติฐานข้อ 2 และ 3 และอาจจะพบว่าสมมติฐานที่ 3 เป็นสมมติฐานที่ถูก คือ นักเรียนเรียนรู้คณิตศาสตร์มากขึ้น

 รูปแบบการสอน-การเรียนรู้ (Instructional Model)
          เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าการสอนนั้นจะต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ดังที่  พรรณี ช.
เจนจิต
(2538 : 23)[2] กล่าวว่าการสอนนั้นเป็นทั้งศิลปะและวิทยาศาสตร์ในส่วนที่เป็นศิลปะนั้นหมายความว่า การสอนจะรวมถึงอารมณ์ด้วย ซึ่งไม่สามารถประเมินออกมาได้อย่างเป็นระบบระเบียบด้วยวิธีการใด ๆ นอกจากนั้นยังรวมถึงค่านิยมของบุคคล การที่ใครคนใดคนหนึ่งจะสอนหนังสือนั้น เป็นเพราะเขารักเด็กและรักวิชาที่สอนแต่การสอนนั้นก็มิได้เป็นเพียงเรื่องที่เกี่ยวกับอารมณ์หรือความรักในตัวเด็กเท่านั้น แต่ผู้สอนจะต้องรู้จักใช้ระเบียบวิธีการซึ่งได้มาจากการสำรวจทดลอง มิใช่มาจากความคิดเห็น ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีลักษณะทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้น ผู้เป็นครูจึงต้องมีความรู้ทางด้านจิตวิทยาการศึกษา  เพราะจะช่วยให้รู้ว่าผู้เรียนรู้อย่างไรและวิธีสอนอย่างไรเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะใช้ในการสอน      การดำรงชีพของเราปัจจุบัน ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างประกอบ เพื่อตัวเราเอง  จะอยู่อย่างมีความสุขตามสภาพแวดล้อมของตนส่วนหนึ่ง คือการปรับตัวให้เข้ากับสภาพของสังคมนั้นก็คือการเรียนรู้ การเรียนรู้ไม่เพียงแต่การจัดกิจกรรมในโรงเรียนหรือสถานศึกษา ซึ่งเป็นการจัดการศึกษาอย่างมีระบบเท่านั้น  แต่การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกสภาพและทุกขณะ  ตั้งแต่มนุษย์ลืมตาดูโลกเราก็เริ่มเรียนรู้จากสิ่งต่างๆ รอบตัวโดยการเริ่มจากสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน ในครอบครัวก่อนอื่น โดยเด็กเล็กจะเริ่มรู้ว่า การร้องนั้นสามารถเรียกอาหาร นม และความสนใจใส่ใจจากแม่ได้ เมื่อเวลาผ่านไปเด็กจะเจริญเติบโตขึ้น มีวุฒิภาวะพร้อมที่จะทำกิจกรรมต่างๆ ตามความสามารถของตน

          ศาสตราจารย์สุรางค์ โคว้ตระกูล ได้เขียนไว้ในหนังสือจิตวิทยาการศึกษา (2544 : 22-25)   ได้กล่าวถึงรูปแบบการสอนและการเรียนรู้ที่ครูจะต้องนำเสนอให้ผู้เรียนอย่างเป็นกระบวนการดังนี้

 รูปแบบการสอน-การเรียนรู้ (Instructional Model)
         ก่อนจะสอนครูทุกคนจะต้องเตรียมการสอนประกอบกับการรู้จักนักเรียนที่จะสอน  ไม่แต่เพียงว่าอยู่ชั้นอะไร แต่ต้องคำนึ่งถึงอายุ ลักษณะทั่วไปของนักเรียนในวัยนั้นทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาและพื้นความรู้ของนักเรียนในวิชาที่ครูจะสอน  เพราะข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับนักเรียน  จะช่วยครูให้เขียนวัตถุประสงค์เฉพาะของหน่วยวิชาที่จะสอนนักเรียน รวมทั้งการจักกิจกรรมต่างๆ ที่จะให้นักเรียนทำเพื่อให้เกิดการเรียนรู้  ในกรณีที่นักเรียนยังขาด ความรู้พื้นฐาน ครูก็อาจจะสอนก่อนที่จะเริ่มบทเรียน  ความรู้ของครูในวิชาที่สอนก็สำคัญมาก  ครูจะต้องสามารถถ่านทอดความรู้ ให้แก่นักเรียนได้รูปแบบการสอน-การเรียนรู้แสดงแผนผังที่จะช่วยครูใหม่ในการเตรียมการสอนว่า ควรเตรียมการสอนอย่างไร  โดยมีการวิเคราะห์กระบวนการเรียนการสอนว่ามีตัวแปรสำคัญอะไรบ้าง และควรจะเริ่มและจบบทการเรียนอย่างไร รูปแบบการสอนจะช่วยครูให้มีความเข้าใจในกระบวนการเรียนการสอนและเป็นครูที่ดีและมีประสิทธิภาพได้ ครูควรใช้รูปแบบการสอนในการเตรียมการสอนเพื่อช่วยนักเรียนให้เรียนรู้ตามศักยภาพของแต่ละบุคคล  และจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการจัดการห้องเรียนได้ ครูที่ได้ชื่อว่าเป็นครูที่สอนดีและมีประสิทธิภาพ  ไม่จำเป็นที่จะต้องมีอัจฉริยะหรือพรสวรรค์ของการเป็นครูติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด แต่มีอัจฉริยะในการที่จะเข้าใจกระบวนการเรียนรู้สามารถวิเคราะห์ได้ด้วยตนเอง  และได้วางแผนการสอนตามรูปแบบการสอน-การเรียนรู้ ดังต่อไปนี้

รูปแบบการสอน 

1. พื้นความรู้ของนักเรียน นักเรียนมีความรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับวิชาที่ครูจะสอน

 

2. การเตรียมความรู้พื้นฐานที่จำเป็นให้แก่นักเรียน

 

4. ความรู้ของครูเกี่ยวกับวิชาที่สอน

 

5. ความรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาการศึกษา

 

6. บุคลิกภาพของครู

Text Box: 7. วิธีสอนและกระบวนการเรียนรู้ การเตรียมการสอน กิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ กระบวนการสอนการเรียนรู้

  

 

 

 

 

 

     

Text Box: 3. วัตถุประสงค์ของหน่วยเรียน หรือ สิ่งที่ต้องการให้นักเรียนรู้

 

 

 

Text Box: 8. การประเมินผล
     นักเรียนเปลี่ยนพฤติกรรมตามข้อ 3 หรือไม่ 
     ครูเรียนรู้อะไรบ้างจากข้อมูลย้อนกลับ
 
   
 

แหล่งที่มา :    สุรางค์  โค้วตระกูล   2544 :23

1. พื้นความรู้ของนักเรียน  ครูควรจะถามตนเองดังต่อไปนี้
          1.1
  นักเรียนที่จะสอนนี้มีพื้นความรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับบทเรียนที่ครูจะสอน
          1.2
  ความแตกต่างบุคคลระหว่างนักเรียนเกี่ยวกับพื้นความรู้ในวิชาที่สอนเหลื่อมล้ำกันอย่างไร

2. การเตรียมความรู้พื้นฐานที่จำเป็น
          ในกรณีที่นักเรียนขาดความรู้พื้นฐานที่จำเป็นสำหรับบทเรียนที่ครูจะสอน ครูควรจะแบ่งเวลาทบทวนหรือสรุป
  โดยแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่ม ตามความต้องการระดับพื้นความรู้ ครูไม่ควรคิดว่าการสอนความรู้พื้นฐานเป็นการเสียเวลา

3. วัตถุประสงค์ของหน่วยเรียนเป็นสิ่งที่ครูจะต้องตัดสินใจกำหนดสิ่งที่ต้องการให้นักเรียนรู้การเขียนวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม

จะช่วยครูในการประเมินผลหลังจากสอนว่านักเรียนเรียนรู้หรือไม่  รายละเอียดของการเขียนวัตถุประสงค์จะอ่านได้จากบทที่ 14 โดยทั่วไป แล้วครูควรจะเขียนวัตถุประสงค์ 2 ระดับ คือ (1) วัตถุประสงค์ทั่วไป และ (2) วัตถุประสงค์เฉพาะนอกจากนี้ควรจะคำนึงถึงการจัดกลุ่มวัตถุประสงค์  โดยใช้หลักของบลูมที่แบ่งวัตถุประสงค์ออกเป็นพุทธนิสัย  เจตนิสัย และทักษะนิสัย
 

4. ความรู้ของครูเกี่ยวกับวิชาที่สอน

ครูจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับวิธีการสอนเป็นอย่างดี  เพราะจะช่วยให้ครูมีความมั่นใจ และสามารถถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักเรียนได้อย่างถูกต้อง  นอกจากนี้จะทำให้นักเรียนเลื่อมใสในตัวครูและเร้าใจ  หรือจูงใจให้อยากเรียนรู้


5.
ความรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาการศึกษา

นอกจากความรู้ของครูเกี่ยวกับวิชาที่สอน  ครูจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาการศึกษา เพราะจิตวิทยาการศึกษาจะช่วยให้ครูเข้าใจนักเรียนที่สอนและสามารถจะช่วยครูตัดสินใจเกี่ยวกับวิธีสอน ว่าจะใช้วิธีสอนและยุทธศาสตร์การสอนใด จึงจะเหมาะสมกับบทเรียนและนักเรียนที่สอน  เป็นต้นว่าจะใช้หลักการสอนและวิธีสอนตามทัศนะของนักจิตวิทยาพฤติกรรมนิยม  หรือปัญญานิยมหรือมนุษยนิยม
 

6. บุคลิกภาพของครู

ครูแต่ละคนเป็นเอกัตถบุคคลมีเอกลักษณ์ตนเอง  ดังนั้นครูจึงมีความแตกต่างระหว่างบุคคลเหมือนนักเรียน  การตัดสินใจของครูเกี่ยวกับการสอนขึ้นกับทัศนคติความคาดหวังของครูที่มีต่อนักเรียนนอกจากนี้ การจัดการห้องเรียนก็ขึ้นกับบุคลิกภาพของครู และทัศนคติต่อการเป็นครู  ปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียน  และครูขึ้นกับบุคลิกภาพของครูและนักเรียน


7.
วิธีสอนและกระบวนการเรียนรู้

ขั้นนี้เป็นขั้นสุดท้ายของการตัดสินใจของครู ว่าควรจะเลือกวิธีสอนแบบใด  เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ครูจะต้องนำความรู้ในช่อง 1,2,3,4 และ 5 พิจารณาควบคู่กับความรู้เกี่ยวกับตัวของครูเอง มาช่วยในการตัดสินใจเลือกวิธีสอนที่เหมาะสม  เพื่อจะทำให้นักเรียนเปลี่ยนพฤติกรรมตามวัตถุประสงค์ต้องการให้นักเรียนเรียนรู้
 

8. การประเมินผลเป็นสิ่งที่ครูจะต้องเตรียมควบคู่กับการเรียน

วัตถุประสงค์  ครูควรจะใช้การประเมินผลเพื่อการปรับปรุงแก้ไข (Formative Evaluation) เช่น การใช้การสอบย่อยเป็นครั้งคราวเพื่อดูว่า  นักเรียนมีความเข้าใจสิ่งที่เรียนรู้มากน้อยเพียงใดและการประเมินผลรวบยอด (Summative Evaluation) หรือการสอบไล่เพื่อจะประเมินผลความรู้ของนักเรียนเมื่อเรียนจบหลักสูตร

 


    [1]สุรางค์ โค้วตระกูล,จิตวิทยาการศึกษา, (กรุงเทพมหานคร:จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2544), หน้า 18-22.
    [2]พรรณี  .เจนจิต, จิตวิทยาการเรียนการสอน, (กรุงเทพมหานคร : ต้นอ้อแกรมมี่, 2538), หน้า 23.

 

<<กลับ | 1 | 2 | 3 | ถัดไป>>

กลับขึ้นด้านบน

 
 
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา
103 วัดเจดีย์หลวง ถ.พระปกเกล้า ต.พระสิงห์
อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200
โทร. 0-5327-0975-6, โทรสาร 0-5381-4752

MAHAMAKUT  BUDDHIST  UNIVERSITY; LANNA CAMPUS
103  Wat Jedeeluang Phrasingha Muang Chiang Mai 50200
TEL. 0-5327-0975-6,  FAX. 0-5381-4752
Contact us : mbulnc@gmail.com , asksak@hotmail.com