1111

หน้าแรก | สมุดเยี่ยม | วารสารปัญญา | บทความ |กระดานเสวน | ห้องรวมศิษย์ ล้านนา.| ติดต่อเรา .

     นโยบายสังคมเพื่อการพัฒนาสังคม


นโยบายสังคมเพื่อการพัฒนาสังคม
ดร.ตระกูล ชำนาญ ศน.บ.,M.A.ศศ.ด.

                นโยบายสังคม มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดสวัสดิภาพแก่ประชาชน เน้นให้เห็นถึงสภาวะ หรือสภาพที่ประชาชนในสังคมมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี อันได้แก่การมีสุขภาพอนามัยที่ดี มีการศึกษาที่ดี มีที่อยู่อาศัยตามสมควรแก่อัตภาพ การมีงานทำมีรายได้ มีสวัสดิการแรงงาน มีความมั่นคงทางสังคม นันทนาการและการบริการทั่วไป(กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์.แนวคิดรัฐสวัสดิการกับแนวคิดประชาสวัสดิการ.2547)
                นโยบายสังคมมีขอบเขตถึงนโยบายที่ส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งทางด้านเศรษฐกิจและไม่ใช่เศรษฐกิจ หมายความว่ามิได้หมายถึงนโยบายเศรษฐกิจโดยตรงแต่หากหมายถึงนโยบายที่สนับคุณภาพชีพความเป็นอยู่ของประชาชนในด้านอื่นด้วยซึ่งส่งผลต่อชีวิตของคนในสังคมในด้านบวก
                มีนัยยะถึงมาตราการต่างๆที่จัดให้มีการกระจายรายได้ ทรัพยากรจากผู้ที่มั่งมีไปสู้ผู้ที่ยากจน หรือด้อยโอกาสในสังคม เป็นการกระจายความยุติธรรมด้านรายได้ ไม่ให้เกิดการเหลื่อมล้ำจนเกินไประหว่างคนจนกับคนรวย ไม่ให้ช่องว่างห่างกันมากเกินไปเหมือนในปัจจุบัน ขาดความสมดุลย์ในการกระจายรายได้และโอกาสให้กับคนยากจนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ลักษณะเช่นนี้นโยบายสังคมจะต้องมีนัยยะที่บ่งบอกมาตรการที่จะช่วยเลหือจัดการให้เรียบร้อยเท่าที่จะทำได้ (กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์ .เอกสารประกอบการบรรยาย.มหาวิทยาลัยนเรศวร.2547)
                นโยบายสังคมให้หลักประกันในการให้โอกาสแห่งชีวิต (Life chances) ของพลเมืองทุกคน โอกาสแห่งชีวิตหมายถึงโอกาสที่ประชาชนพลเมืองจะได้รับการคุ้มครองในฐานะเป็นสมาชิกของชุมชนอย่างเต็มที่ คุ้มครองการว่างงาน คุ้มครองให้มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน คุ้มในงานอาชีพที่สุดจริต คุ้มครองจากความเสี่ยงต่างๆกิจกรรมการดำเนินชีวิต ทุกคนควรมีโอกาสที่ได้รับการประกันตนจากรัฐตามความเหมาะสมตราบเท่าที่ยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้ หรือยังไม่แข็งแรงพอ นโยบายสังคมจึงมีความเชื่อมโยงและสัมพันธ์กันกับนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายอื่นที่จะส่งผลต่อชีวิตคนในสังคมอย่างตัดไม่ขาด
                นโยบายสังคมเป็นสิ่งที่เอื้อให้ประชาชนเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคม สิ่งใดที่เป็นเหตุให้ไม่สามารถเข้าร่วมสังคม ไม่ว่าจะเป็นการขาดแคลนวัตถุ ความรู้ การศึกษา อาชีพ รายได้และบริการสังคมต่างๆ นโยบายสังคมจะต้องหาทางขจัดความขาดแคลนเหล่านี้
                ประชาชนจะต้องได้รับโอกาส หรือ ช่องทางเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมสาธารณะ มีพื้นที่สาธารณะสำหรับประชาชนได้แสดง หรือเข้าร่วมตามสมควรแก่อัตภาพ นโยบายสังคมจะต้องพูดถึงวิธีการที่จะจัดหา จัดให้มีวัตถุที่เป็นทรัพยากรสำหรับใช้งานยังชีพ และอำนวยความสะดวกแก่ชีวิต องค์ความรู้วิชาการใหม่ๆ วิธีการเรียนรู้ กระบวนการสร้างวุฒิปัญญา งานอาชีพที่มีรายได้เพียงพอแก่รายจ่าย เหมาะสม และการบริการสังคมบรรดามี ต้องพิจารณา(กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์ .เอกสารประกอบการบรรยาย.มหาวิทยาลัยนเรศวร.2547)

                จึงตอบคำถามว่า เห็นด้วยกับคำที่กล่าวข้างต้น พร้อมทั้งอภิปรายและยกตัวอย่างตามลำดับต่อไป
                นักวิเคราะห์นโยบายสังคมจะยืนหยัดอยู่บนการปกป้องผลประโยชน์ของผู้ด้อยโอกาสนั้น
                หมายความว่า การปกป้องผลประโยชน์เป็นภาระสำคัญของนโยบาย นโยบายสังคมที่ประกาศใช้จะต้องมีเจตนาที่จะให้คุณประโยชน์ หรือ รักษาผลประโยชน์ของผู้ด้อยโอกาส ถึงจะถือว่าเป็นนโยบายที่ดีตรงกับลักษณะของนโยบาย

                ผู้ด้อยโอกาส คือ คนที่อยู่ชายขอบ หรือ คนกลุ่มน้อยอยู่ในชนบทห่างไกล หรือขัดสนเงินทอง ต้องเจ็บป่วย มีความอ่อนแอ ในทาสังคม ไม่สามารถที่จะช่วยเหลือตนเองได้ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา หรือไม่มีพื้นที่สาธารณะที่ยืนหรือแสดงบทบาท โอกาสในการเลือกวิถีทางดำเนินชีวิตไม่มี หรือบางคนมีความพกพร่องทางสรีระร่างกาย หรือจิตใจ นโยบายสังคมคมจะต้องหยิบยื่นโอกาสให้พวกเขาเหล่านั้นอย่างเพียงพอ และช่วยเหลือเขาให้เขาช่วยเหลือตนเองได้ตามหลักการพัฒนาสังคม

                ถามว่าพวกเขาด้อยโอกาสใสด้านใดบ้าง ที่เป็นปัญหาตามที่พบเห็นโดยทั่วไป ก็คือ ด้านสุขภาพอนามัย พวกเขาควรจะได้รับการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ การักษาพยาบาล การส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพร่างกายจิตใจอารมณ์และสังคม มีความปลอดภัยในการทำงานเลี้ยงชีพ (กิติพัฒน์ นนทะปัทมะดุลย์ เอกสารประกอบการบรรยาย.มหาวิทยาลัยนเรศวร.2547)

                นโยบายสังคมด้านนี้ของรัฐที่ถูกประกาศออกมาใช้บริหารประเทศ น่าสร้างความหวังและอุ่นใจให้กับประชาชนที่ด้อยโอกาส เช่นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่แล้ว คือนโยบายหลักประกันสุขภาพ 30 รักษาได้ทุกโรค นับว่าเป็นความกล้าหาญที่ไม่เคยมีมาก่อนของไทยที่รัฐบาลได้ประกาศ ประชาชนมีความหวังในชีวิตมีความรู้สึกตนเองไม่ถูกทอดทิ้งจากรัฐ

                ถึงจะถูกมองว่าเป็นโยบายหาเสียง หรือประชานิยม ก็ไม่เป็น ในแง่ของการบริหารจัดการของรัฐจะมีปัญหาอย่างไรเป็นอีกเรื่องหนึ่งแต่ที่แน่ๆประชาชน ได้รับอานิสงส์และเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ส่งผลให้รัฐบาลได้รับความนิยมอย่างยิ่งยวด มีคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการเมืองไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน

                นโยบายด้านสุขภาพนี้ นับว่าเป็นสำเร็จทางการเมืองของรัฐบาลอย่างไม่สามรถปฏิเสธได้ เพื่อให้โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรคดำเนินต่อไป รัฐบาลโดยเจ้าของเรื่อง คือ กระทรวงสาธารณสุข ได้ประกาศ นโยบายเมืองไทยแข็งแรง ซึ่งมี่เป้าหมาย 17 ประการ เพื่อเฉลิมฉลองในวาระ 90 พระพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ ใน 5 ปีข้างหน้าประชาชนคนไทยจะได้มีสุขภาพดีในสามมิติ คือ
                1)ร่างกาย สุขภาพแข็งแร็ง มีพลานามัยสมบูรณ์ ควรแก่การใช้งานประกอบอาชีพได้เป็นหลักของครอบครัว และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ
                2)อารมณ์ จิตใจ มีสุขภาพจิตดี มีจิตใจผ่องใส ไม่พิการทางจิต
                3)ปัญญา คือ มีโอกาสได้เรียนรู้ มีความรู้ที่จะใช้ประกอบอาชีพ มีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ทันโลกทันเหตุการณ์ และตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก(มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 20 ธันวาคม 2547)

                ประชาชนไทย ไม่ว่าเพศใด อายุวัยใด ศาสนาใด อยู่ส่วนไหน เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใด มีวัฒนธรรมการเป็นอยู่แบบใด มีสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมระดับใด ควรได้รับการบริการด้านสุขภาพอนามัยอย่างสอดคล้อง กับความต้องการ อย่างทั่วถึง เสมอภาคและเป็นธรรม คนทีมีอำนาจซื้อบริการที่สูงเขาอาจจะไม่เดือดร้อนเข้าสู่ระบบนี้ก็ไม่เป็นไรถ้าเขาไม่สัมครใจ แต่สำหรับผู้ที่ด้อยโอกาสมีทรัพย์สินน้อย มีทรัพยากรน้อยไม่สามารถที่จะช่วยเหลือตนเองได้ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของประเทศต้องได้รับ อย่างเพียงพอ

                ถ้ามองในแง่ของทฤษฎีวิพากย์ นโยบายเช่นนี้เผยให้เห็นคุณค่าเชิงอุดมการณ์ที่แฝงเร้นอยู่ในความสัมพันธ์ทางสังคม กล่าวคือ เป็นความสัมพันธ์ที่รัฐบาลมีอุดมการณ์ที่จะสร้างสุขภาพของคนไทยให้แข็งแรงอย่างทั่วหน้าตลอดเวลาที่เป็นผู้บริหารอยู่ คนไทยจะต้องไดรับผลในเชิงบวกจากโครงการนี้ บ่งบอกให้เห็นว่า มีความต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพของคนไทย เป็นไปอย่างสมบูรณ์ยั่งยืน ไร้โรคภัย ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานตามนโยบายนี้ ต่อหน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นโครงสร้างส่วนบนของรัฐจะเป็นอย่างไร รัฐบาลควรจะมีวิธีการแก้ไข ถ้ายึดถือประชาชนเป็นใหญ่เป็นศูนย์กลางจริง ก็ต้องยอม

                การมุ่งสร้างพื้นฐานแนวคิดในการทำความเข้าใจกับสภาพความจริง ความรู้และการพรรณนาอรรถาธิบายให้ความหมายของสิ่งตางๆในสังคม นั้นก็คือว่า จำนวนคนไทยที่มีสุขภาพอนามัยไม่ดีมี่เท่าใด สามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้มากน้อยขนาดไหนในเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพ มีอัตราการระบาดของโรคร้ายถี่มากน้อยเพียงใด ความปลอดภัยในสุขภาพของประชาชนอยู่ในระดับมาตราฐานหรือไม่ รัฐควรจะหยิบยื่นโอกาส และการช่วยเหลือได้มากน้อยเพียงใด ไม่ระดับโครงสร้าง คือรัฐไม่เข้ามามีบทบาท หรือดูแล ประชาชนจะได้รับความเดือดร้อยหรือไม่อย่างไร
                สิ่งที่เชื่อมโยงกับการสะท้อนตัวตนของผู้แสวงหาความรู้ และพื้นฐานเชิงภาษาศาสตร์ของการเป็นตัวแทน จากนโยบายนี้ มันสะท้อนให้เห็นความจริงในมิติของการเมือง ผลกระทบ หรือ โอกาสที่รัฐจะหยิบยื่นให้กับผู้ด้อยโอกาส และตัวแทนขององค์รัฐได้รับผลกระทบอย่างไร (กิติพัฒน์ นนทะปัทมะดุลย์ เอกสารประกอบการบรรยาย.มหาวิทยาลัยนเรศวร.2547)

                โอกาสทางด้านการศึกษา ของผู้ด้อยโอกาส นักวิเคราะห์นโยบายจะวิเคราะห์ การมีการสศึกษาที่ดีซึ่งขยายความว่า ประชาชนพึงได้รับบริการที่ส่งเสริมและพัฒนาให้มีกระบวรการเรียนรู้ที่เป็นไปเพื่อความเจริญงอกงาม ได้รับการถ่านทอดความรู้ การฝึกอบรมและการเรียนรู้ทุกรูปแบบเพื่อความก้าวหน้าและการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ อย่างมั่งคงปลอดภัยและอย่างมีสันติสุขยั่งยืน

                คนไทยทุกคนจะต้องมีโอกาสได้เรียนรู้ ทั้งเป็นระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย อย่างน้อย สิบสองปี แบบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจริงๆ ซึ่งปัจจุบันนโยบายเรียนฟรีไม่เป็นจริง และไม่ประสบผลสำเร็จ โอกาสทางการศึกษาของผู้ด้อยโอกาสยังมีในประเทศไทย อัตราการไม่รู้หนังสือก็ยังมี
การเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษาคนไทยมีความแตกต่างกันมาก อำนาจในการเข้าถึงทรัพยากรการศึกษา ไม่เท่าเทียมกับ หรือช่องว่างห่างกันมาก สังคมการเรียนรู้ยังอยู่ห่างไกลความเป็นจริงในสังคม เครื่องมืออุปกรณ์การศึกษามีคุณภาพแตกต่างกัน มีคนจำนวนน้อยที่เข้าถึงและสามารถเข้าถึงได้ นโยบายที่สังคมที่ดีต้องให้ความสำคัญกับคนทุกเพศสภาพ ทุกวัย ทุกสถานที่

                คนที่พิการ ผู้มีความบกพร่องด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์และสังคม คนชายขอบ คนกลุ่มน้อย ต่างวัฒนธรรม ศาสนา ต่างที่อยู่ ทั้งในภูมิภาค และ ท้องถิ่นห่างไกร จะไม่เป็นผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา หรือได้รับโอกาสทางการศึกษาน้อยกว่า ด้อยกว่า ซึ่งไม่เป็นธรรม หรือเท่ากัน (กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์ เอกสารประกอบการบรรยาย.มหาวิทยาลัยนเรศวร.2547)

                เรื่องของที่อยู่อาศัย ประชาชนควรจะมีที่อยู่อาศัยตามสมควรแก่อัตภาพ ความสามารถของแต่ละคนที่จะได้มา อย่างน้อยที่อยู่อาศัยต้องให้ได้รับความปลอดภัย ความมั่นคง อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ไม่มีสภาพที่เสื่อมโทรมแออัด เสี่ยงต่ออันตรายภัยพิบัติ เสี่ยงต่อความเสื่อมเสียทั้งร่างกาย และจิตใจ ส่งผลให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีพอสมควร

                นโยบายที่รัฐรับผิดชอบต่อชีวิตของผู้ด้อยโอกาสด้านที่อยู่อาศัยนี้ แท้ที่จริงแล้วประเทศไทยยังมีผู้ไร้ที่อยู่อาศัยที่เป็นหลักแหล่งอยูเป็นจำนวนมาก อันเนื่องมาจากไม่มีที่ดินเป็นของตนเองพอที่จะปลูกสร้างเพื่อเป็นที่อาศัยได้ ที่ดินรกร้างว่างเปล่าที่ไม่ได้รับการพัฒนาดูและยังมีอยุ่เป็นจำนวนมาก หรือมีแต่ไม่สามารถที่จะใช้ประโยชน์แก่ปัจเจกชนที่ไร้ที่ทำกินได้ เพราะพวกเขาไม่มีกรรมสิทธิ หรือไม่ใช่ผู้ครอบครอง สิทธิทำกิน หรือสิทธิเข้าถึงครอบครองตกอยู่แก่กลุ่มอภิชนที่มีอำนาจเศรษฐกิจ หรือเงินมาก ยึดเอาไว้หมด จึงไม่สามารถเข้าถึงและใช้สอยที่ดินได้

                การออกโนบายเพื่อให้โอกาสแก่ผู้ด้อยโอกาสด้านที่อยู่อาศัยของรัฐ โดยกลไกรโครงสร้างของรัฐ เช่น การเคหะเพื่อที่อยู่ของผู้ที่ยังไม่ที่พักอาศัยที่มีคุณภาพ มั่งคง แข็งแรง ถูกสุขลักษณะ ต้นทุนที่ไม่สูงนัก เป็นการจัดสวัสดิการอย่างหนึ่งที่ควรพิจารณา อย่างจริงและเป็นรูปธรรม นโยบายบ้านเอื้ออาทรที่รัฐดำเนินการ คือวิถีทางหนึ่งจะดำเนินต่อไปในสังคมที่ยังมีคนด้อยโอกาสด้านที่อยู่อาศัย เป็นจำนวนมากเช่นประเทศไทย

                การมีงานทำ มีรายได้ มี สวัสดิการแรงงาน เป็นอีกภาระหนึ่งที่รัฐจะต้องผลิตนโยบายออกมา เพราะสวัสดิภาพทางสังคมที่ดีผู้คนต้องมีงานทำที่ทำให้มีรายได้ เพียงพอแก่การดำรงชีพ เป็นงานมีสวัสดิการที่ดี หรืออย่างน้อยตามที่กฎหมายกำหนด ต้องไม่เสียงต่อการเจ็บป่วย อุบัติเหตุ อุบัติภัยเกิดขึ้นต้องมี ค่าประกัน ค่ารักษาพยาบาลให้ตามสมควร งานที่ทำไม่เสี่ยงต่อการส่งผลกระทบในด้านลบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของสังคมหรือกฎหมาย รายได้จากการทำงานต้องเสมอภาพและเป็นธรรม สวัสดิการพอสมควร

                สิทธิด้านการักษาพิทักษ์ผลประโยชน์ของกลุ่มคนทำงาน ควรจะมี โดยการตั้งเป็นชมรม หรือสหภาพตามที่กฎหมายอนุญาต เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมผู้ปฏิบัติงานและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานของรัฐต้องมีกระบวนการยุติธรรมและกลไกด้านแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายแรงงาน กฎหมายคุ้มครองแรงงาน และล่าสุดกฎหมายประกันการว่างงานในสมัยรัฐบาลชุดที่แล้วประกาศใช้

                ประชาชนที่มีรายได้ต้องได้รับการคุ้มครองในเรื่องความมั่นคงทางสังคม ในการดำเนินชีวิตและครอบครัว ในรูปของการประกันสังคมซึ่งครอบคลุมเรื่องผลประโยชน์จากการประกันสุขภาพ และสงเคราะห์บุตร การชดเชยการขาดรายได้ การเจ็บป่วย พิการทุพลภาพ ชราภาพ และการว่างงาน การให้ความช่วยเหลือทางสังคมแก่ประชาชน เป็นอีกมาตรการหนึ่งที่ให้ความคุ้มครองด้านความมั่นคงแก่ประชาชน โดยเน้นไปที่ผู้ที่ไม่มีรายได้ประจำ ตกทุกข์ได้ยาก เดือนร้อนจริงๆ โดยการตรวจสอบคุณสมบัติ (กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์ เอกสารประกอบการบรรยาย.มหาวิทยาลัยนเรศวร.2547)

                ทุกสังคมประชาชนจะมีกิจกรรมบันเทิงใจ หรือ นันทนาการ อยู่เป็นสิ่งที่มีประจำอยู่ซึ่งเป็นสถาบันทางสังคมแบบหนึ่ง ประชาชนต้องมีศิลปะการบันเทิงและการพักผ่อนสำราญใจตามวัฒนธรรมและประเพณีของตน พวกเขาพึงได้รับการตอบสนองความสุขความพึงพอใจในด้านศิลปะการบันเทิงและการพักผ่อนหย่อนใจอย่างมีคุณภาพ ไม่เสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ทำลายระบบศีลธรรมกฎหมาย ไม่เป็นการเอาเปรียบ กดขี่ข่มเหง หรือเป็นการละมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น

                กลไกของรัฐที่สังคมสร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่แทนสังคมในทางที่ปรารถนา แล้วสังคมก็ต้องปฏิบัติตามสิ่งที่ตนเองสร้างขึ้น เป็นข้อเท็จจริงทางสังคมที่มนุษย์สร้างขึ้นอย่างซ้ำๆ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงทางสังคมที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์เองทั้ง สังคมสร้างกลไกของรัฐมา แล้วในเวลาเดียวกันกลไกของรัฐที่สร้างขึ้นก็กลับมาสร้างสังคมพร้อมกัน

                เป็นข้อเท็จจริงทางสังคมตามแนวทฤษฎีวิพากย์ในฐานะศาสตร์เพื่อการศึกษามนุษย์ ซึ่งไม่นิยมการพิจารณาชีวิตทางสังคมของมนุษย์อย่างแยกส่วนข้อเท็จจริงในปัจจุบันศิลปะการบันเทิงแปรเปลี่ยนไปจากที่กล่าวมาอย่างชัดเจน ศิลปะการบันเทิงกลายเป็นเรื่องของตลาดกระแสทุนนิยม เชิงพาณิชย์ ถึงขนาดว่าคุณค่าของศิลปะลดลงเพราะมีอำนาจกระแสทุนนิยมอย่างสุดขั้วที่มองทุกอย่างเป็นสินค้า เป็นธุรกิจไปเสียหมด ถึงขนาดที่วา เป็นศิลปะจอมปลอมไปแล้วกระมัง

                หน้าที่สำคัญประการหนึ่งของรัฐ ในมุมมองของสังคมวิทยา คือ หน้าที่ทางด้านการบริการ(Service Function) เป็นการให้บริการแก่ประชาชน ไม่มุ่งหวังกำไรเข้ารัฐ หากแต่ว่าเพื่อช่วยสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี ช่วยพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างเป็นสุขตามสมควรแก่อัตภาพ ประชาชนอาจมีรายได้ประจำหรือไม่ก็ได้ การบริการสังคม เป็นบริการที่เน้นส่งเสริมสวัสดิภาพทางสังคมที่ดีของปัจเจกบุคคล มากกว่าการจัดสรรบริการทางกายภาพ หรือโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (Infrastructure) (ตระกูล ชำนาญ.เอกสารประกอบการบรรยาย.มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา.2546)

                เรื่องของ การมีสุขภาพอนามัยที่ดี การมีการศึกษาที่ดี การมีที่อยู่อาศัยตามสมควรแก่อัตภาพ การมีงานทำมีรายได้ การมีสวัสดิการแรงงาน การมีความมั่นคงทางสังคม นันทนาการ และการบริการสังคมทั่วไป คือเรื่องของ รัฐสวัสดิการ ซึ่งหมายถึงรัฐชาติ หรือสังคมที่มีบทบาทความรับผิดชอบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในด้านต่างๆ เป็นการสร้างความผาสุขให้ประชาชนโดยรัฐเป็นผู้ดำเนินการ หรือเป็นเจ้าภาพหลัก เป็นทางเลือกในการตอบสนองความต้องการของประชาชน ในระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี ระบบกรรมสิทธิส่วนบุคคล และระบอบประชาธิปไตย มิใช่ลัทธิคอมมิวนิสม์

                รัฐสวัสดิการมีหลักการสำคัญ 1) ครอบครัวจะอยู่ดีมีสุขได้จะต้องมีการทำงานที่มีรายได้เพียงพอ 2) การกระจายรายได้ให้เกิดความเป็นธรรมในกลุ่มต่างๆ เป็นหน้าที่ของรัฐประชาธิปไตย 3) รัฐจะต้องเป็นหลักประกันสำคัญให้แก่ประชาชนในยามเกิดภัยพิบัติต่างๆในชีวิต และ 4) การช่วยเหลือทางการเงินแก่ประชาชนทำได้หลายวิธี เช่น การให้เงินอุดหนุนแก่รัฐบาลท้องถิ่น จังหวัด เทศบาล การส่งเสริมองค์การสวัสดิการสังคมภาคเอกชน การลดราคาสินคาบริโภคด้วยวิธีการต่างๆ (กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์ เอกสารประกอบการบรรยาย.มหาวิทยาลัยนเรศวร.2547)

                หลักการเหล่านี้เน้นความเป็นมนุษย์นิยม และความเท่าเทียมในการได้รับบริการ หรือได้รับการสงเคราะห์ และหลักการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า รัฐสวัสดิการสร้างสังคมให้มีเอกภาพ สามัคคี มีความมั่นคง สร้างรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างทัดเทียม

                ในมิติของการพัฒนาสังคม การจัดสวัสดิการ เป็นรูปแบบการพัฒนาสังคมในระดับชุมชน ฐานคิดของการพัฒนาสังคมที่แต่ละชุมชมกระทำนั้น มีความแตกต่างกัน เช่นนโยบายที่นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร ให้ผู้ว่า CEO ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ต้องคำนึงถึงประชาชนที่เป็นคนยากคนจนเป็นสำคัญ ภายใต้คาถามหานิยม (หลวงพ่อสามองค์)ที่ว่า ต้องลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส ให้กับคนยากคนจน นับว่าเป็นหัวใจสำคัญนำไปใช้ในการบริหารจัดการสวัสดิการสังคมในรูปแบบการพัฒนาสังคม (ทักษิโณมิกส์ และ CEO ประเทศไทย,ปราณ พิสิฐเศรษฐการ.2547)

                นโยบายรัฐบาล ที่จัดว่าเป็น นโยบายรัฐสวัสดิการ หรือที่ถูกมองว่า เป็นนโยบายประชานิยม(Popularism) ตั้งอยู่บนการปกป้องผลประโยชน์ หรือหยิบยื่นผลประโยชน์ของผู้ด้อยโอกาส สร้างความเป็นธรรมและสร้างสังคมที่มีความเท่าเทียมกัน นโยบายที่รัฐบาลได้ประกาศในการบริหารประเทศ จะใช้ฐานคิดทฤษฎีวิพากย์มาประยุกต์วิเคราะห์เป็นกรณีศึกษาต่อไป


                รัฐบาลภายใต้การนำของพันตำรวจโทดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คนที่ 23 ของประเทศ ได้แถลงนโยบายรัฐบาลเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 ในการบริหารประเทศต่อรัฐสภาก่อนเข้าบริหารประเทศ หลังจากชนะการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งนโยบายดังกล่าวมีที่มาจาก วิสัยทัศน์ หรือ Vision ของพันตำรวจโทดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย วิสัยทัศน์ดังกล่าว นั้น ถอดใจความได้ว่า ศตวรรษที่21 ยุคโลกาภิวัตน์นี้ (Globalization) ประเทศไทย คือองค์รวมทั้งหมดจะต้องมียุทธศาสตร์ใหม่และมีภาพมองใหม่ที่มุ่งไปข้างหน้า ตรงไปยังการดำรงรักษาความมั่นคงของชาติ ความเจริญอย่างยั่งยืน ในการเผชิญหน้ากับโลกาภิวัตน์

                นโยบายรัฐบาล ให้ความสำคัญเน้นหนักอย่างยวดยิ่งกับการสนับสนุนความอยู่ดีกินดี มั่นคั่งของประชาชนในระดับรากหญ้า ขจัดความยากจน สร้างเศรษฐกิจภายในประเทศให้แข็งแกร่ง แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมการส่งออกและการลงทุนจากต่างประเทศ และการเปิดเสรีทางการค้า (FAT)
สังคมไทย โดยภาพรวม ในมุมมองของพันตำรวจโทดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร ถือว่าอยู่ในภาวะที่อ่อนแอทั้งด้านโครงสร้าง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม การแข่งขัน และโอกาส และมีปัญหามากมายหลักจากที่ประเทศไทยเจอวิกฤตเศรษฐกิจ เมื่อปี 2540 (คำแถลงนโยบาย 2544)

                การพัฒนา จะต้องทำให้สังคมองค์รวม คือทั้งหมด ของประเทศ ให้มีความแข็งแกร่งดีขึ้น มีโอกาสและทางเลือกดีกว่า (สนธยา พลศรี 2545,258)

                หากศึกษาดูให้ดีแล้ว ไม่มั่นใจว่า วิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรีท่านนี้ วางอยู่บน หรือมีความสอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Self-sufficiency) หรือไม่ ตามหลักวิชาการแล้วปรัชญาเป็นแนวทางที่ก่อให้เกิด หรือเป็นตัวกำหนด วิสัยทัศน์ และวิสัยทัศน์ทำหน้าที่ส่งความเชื่อมต่อเนื่องถึงพันธกิจ หรือ Mission ต่อไป ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (2544-2549) ได้อันเชิญกระแสพระราชดำรัส เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีความหมายว่า ความพอเพียง คือ ความพอประมาณ อันเป็นทางสายทาง หรือมัชฌิมาปฏิปทา (Middle Way) มาเป็นแนวทางในการกำหนดกรอบทิศทางในการพัฒนา เพื่อทุกชีวิตของคนไทย (แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 )

                วิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรีที่ว่าประเทศไทย อันหมายถึงองค์รวมทั้งหมด ต้องมียุทธศาสตร์ใหม่ และมีสายตาที่มุ่งมองตรงไปสู่ความมั่นคงของประเทศทุกภาคส่วน และความเจริญแบบยั่งยืน ในยุคโลกาภิวัตน์ (Thairakthai Policy , http.//www.Google.co.th./search q . vision++Thaksin)
ตามหลักทฤษฎี Globalization ซึ่งเป็นทฤษฎีสายหลัก(Mainstream) ระดับมหัพภาคนานาชาติ(Macro level) เป็นกระแสที่กระจายไปทั่วทุกมุมโลก ประเทศไทยก็ไม่สามารถที่หลีกเลี่ยงได้ ศตวรรตนี้ แนวความคิดรวบยอดของทฤษฎีโลกาภิวัตน์ เป็นกระบวนการทางสังคมซึ่งบังคับทางภูมิศาสตร์ ในการจัดการด้านสังคมและวัฒนธรรมให้ถดถอย และสิ่งที่ประชนกลายเป็นคนมีความรู้สึกเพิ่มขึ้นในสิ่งที่ถดถอย ลักษณะเช่นนี้ก็ขาดความสมดุล เพราะเป็นการสร้างความต้องของคนให้มากขึ้นในสิ่งที่น้อย สิ่งนั้นก็มีมูลค่าราคาเท่า เพราะคนต้องการมากแต่สิ่งของสินค้ามีน้อย ตามหลักดีมานด์ ซัพพลาย

                ระบบโลกาภิวัตน์ เป็นรูปแบบการ กระจายตัวทางวัฒนธรรม ย่อมไม่ใช่วัฒนธรรมตะวันออกแน่ เป็นการกระทำต่อระบบโลก เป็นการสร้างเครือข่ายหลายๆชาติ ของตลาดระหว่างประเทศ เป็นกระบวนการจัดการสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งสั่งการโดยระบบทุนนิยม เพื่อต้องการที่เปลี่ยนแปลงโลกไปสู่ทิศทางเดียวกัน ถ้าประเทศใดเป็นไปตามนี้มีสิทธิคุกคามตามกลไกของการตลาด วัฒนธรรม และสังคมโลกที่ยอมรับระบบนี้ ทฤษฎีโลกาภิวัตน์มีรากฐานมาจากหลายสาขา เช่น ทฤษฎีภาวะทันสมัย (Mordernization Theory) เป็นต้น (เอกสารประกอบการสอน Lecture 1,ผศ.ดร.พัชรินทร์ สิรสุนทร 2547)

                ทฤษฎีภาวะทันสมัย ที่เข้าสู่ประเทศไทยและส่วนอื่นๆของโลกโดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาได้รับ มีสาระสำคัญ เน้นการพัฒนาประเทศให้มีความทันสมัย เป็นการเปลี่ยนแปลงภายใต้เงื่อนไขความเจริญทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และ เทคโนโลยีชั้นสูง ความทันสมัยทางด้านเศรษฐกิจ มีโครงสร้างแบบสังคมอุตสาหกรรม และสร้างชุมชนเมืองให้เกิดขึ้น มีการปกครองแบบประชาธิปไตย เป็นต้น

                แนวคิดนี้ เกิดจากการผสมผสานหลักของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมกับระบบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมของกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกและอเมริกาเหนือ เป็นที่ยอมรับขององค์การสหประชาชาติ เป็นที่มาขององค์การระหว่างประเทศ เช่น World Bank , I B R D, IMF เป็นต้น(ทฤษฎีและหลักการพัฒนาชุมชน,สนธยา พลศรี,2545,158)

                ต่อกรณีโลกาภิวัตน์นี้ นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้แสดงความคิดเห็นว่า เป็นการเปิดให้มีการไหลเวียนแบบเสรีของคน ทุนและข่าวสาร การไหลเวียนของคน สิ่งที่ตามมาคือ สิ่งที่เป็นด้านลบ(Negative Side) คือด้านลบของโลกาภิวัตน์ ฉะนั้นคนต้องแข็งแรงถึงจะมีทางเอาชนะได้(วิสัยทัศน์ FTA ประโยชน์ประเทศไทยจะได้รับ,2547)

                การเผชิญหน้ากับโลกาภิวัตน์ ไทยจะต้องจะรักษาความมั่นคง และความเจริญเติบโตทั้งเศรษฐกิจ สังคมฯ อย่างยั่งยืนให้ได้ เพื่อยืนหยัดได้ในกระแสสังคมโลกโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตามหลักทฤษฎีการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม(The Diffutions Theory of Culture) ของ Ralph Linton(สนธยา พลศรี อ้างแล้ว)

                ความมั่นคง และความเจริญอย่างยั่งยืน มีตัวแปรที่สำคัญ ประกอบด้วย เศรษฐกิจ ระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม และสังคม ต้องมีลักษณะที่เป็นบูรณาการ เป็นองค์รวม และมีดุลยภาพ (พระธรรมปิฎก,การพัฒนาที่ยั่งยืน2534,57-62)

                ทักษิณ มองว่า ทุกสิ่งที่กล่าวมา จะต้องมีความสมดุล ถ้ามากหรือน้อยไป จะมีปัญหา ตามหลักทฤษฎี Harmony ของพระพุทธศาสนา(ทักษิโณมิกส์&ceo ประเทศไทย.ปราณ พิสิฐเศรษฐการ.254


                นโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาทั้งหมดมาจากวิสัยทัศน์ของทักษิณที่ว่า ให้ความสำคัญเน้นหนักอย่างยวดยิ่งการสนับสนุนความอยู่ดีกินดี มั่นคั่งของประชาชนในระดับรากหญ้า ขจัดความยากจน สร้างเศรษฐกิจภายในประเทศให้แข็งแกร่ง แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมการส่งออกและการลงทุนจากต่างประเทศ

                นโยบายที่รัฐบาลประกาศใช้ทั้งหมดมีจากวิสัยทัศน์นีและนโยบายเร่งด่วนอีก 9 ข้อ ข้อที่ 2 กับข้อที่ 7 เป็นที่ถูกใจประชาชน เป็นอย่างมาก ถึงกับมองว่าเป็นนโยบายประชานิยม ส่งผลถึงประชาชนในวงกว้างมาก ทำให้รัฐบาลพรรคไทยชนะในการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 6 กุมภาพัธ์ 2548 อย่างมโหฬาร พลิก และสร้างประวัติศาสตร์การเมืองอย่างไม่เคยมีมาก่อน

                ข้อที่ 8 ส่งผลโดยตรงต่อผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในขอบเขตทุกระดับ ได้รับการสนับสนุนและเห็นด้วยจากประชาชนเป็นอย่างมาก จนถูกมองว่าเป็นการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนในสายตาของสื่อมวลชนต่างประเทศ รัฐบาลทำสงครามกับยาเสพติด นั่งหมายถึงว่า กลไกของรัฐดำเนินการอย่างเต็มที่ในการปราบปรามผู้ค้ายาเสพติด ทำทุกวิถีทางที่จะให้บรรลุผลตามคำประกาศของผู้นำ มีการวิสามัญฆาตกรรมผู้ต่อต้านการปราบปราม และผู้ค้ายาเสพติดอย่างหนัก เกิดปรากฏการณ์ฆ่าตัดตอนกันเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งเสร็จสิ้นผ่านกระบวนการนี้รัฐบาลจึงประกาศชัยชนะเหนือยาเสพติด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากยุทธการนี้ประมาณ สองพันราย มีการยึดทรัพย์ที่พิจารณาว่าได้มาจาการค้ายาเสพติดเข้าเป็นของรัฐเป็นจำนวนมาก

                เสียงส่วนใหญ่ของประชาในประเทศเห็นชอบชื่นชมยินดี กับการทำของรัฐ แทบจะไม่มีการปฏิกิริยาที่ปฏิเสธ หรือคัดค้านนโยบายนี้ ในส่วนของรัฐบาลเจ้าของนโยบายรู้สึกว่าตนเองได้สร้างคุณูปการอันใหญ่ให้กับประเทศ ส่งคืนลูกหลานไทยให้กับผู้ปกครอง สร้างอบอุ่นให้กับครอบครัวสถานการณ์เรื่องยาเสพติด จึงเกือบจะหมดและสิ้นซากไปจากสังคมไทย ทำให้ภาพความเป็นผู้นำที่เด็ดขาด จริงจังในการแก้ปัญหาสังคม ของนายกรัฐมนตรีปรากฏชัดเจน สร้างความน่าเชื่อถือจากประชาชนได้อย่างยิ่งยวด

                การสร้างนโยบายของทักษิณ วางอยู่บนพื้นฐาน 3 ประการ เป็นเสาหลัก คือ 1.สร้างรายได้ 2.ลดค่าใช้จ่าย 3.สร้าง หรือ ขยายโอกาสให้กับประชาชน ที่ถือว่าเป็นคาถา(หลวงพ่อสามองค์สำหรับผู้ว่า CEO)ที่ศักดิ์สิทธิ์ ทักษิณ ชินวัตร ให้ถือเป็นคาถาในการบริหารงานบริการประชาชน วิธีการกำหนดนโยบายใช้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง มีการวิจัยภาคสนามทั่วประเทศร่วมกับประชาชน เพื่อทราบปัญหา และหาทางที่จะประสบผลสำเร็จในการแก้ปัญหาของประชาชนระดับรากหญ้าของประเทศ (ทักษิโณมิกส์&ceo ประเทศไทย.ปราณ พิสิฐเศรษฐการ.2547)

                เป็นแนวทางของทฤษฎีการมีส่วนร่วมของประชาชนParticipatory Theory ( เอกสารประกอบการสอน,ผศ.ดร.พัชรินทร์ สิรสุนทร,2547)

                การสนับสนุนเสริมสร้าง การอยู่ดีกินดีของรากหญ้า เป็นที่มาของนโยบายเร่งด่วนวาระแห่งชาติ และกำหนดเป็นยุทธศาสตร์เพื่อฐานราก คือ เกษตรกร คนยากจน ในชนบท และชุมชนเมือง กระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า ในรูปของนโยบายต่างๆ รวมทั้งโครงการเอื้ออาทรต่างๆที่ทะยอยประกาศออกมาให้สาธารณะชนได้เห็นหรือแม้กระทั้งนโยบายแปลงสินทรัพยเป็นทุน เพื่อสร้างแหล่งทุนให้เข้าถึงประชาชนซึ่งวิพากษ์อย่างมากในแวดวงวิชาการ

                นโยบายดังกล่าวถูกมองว่าเป็นนโยบายหาเสียงกับประชาชนเพื่อหวังผลทางการเมืองที่ได้ผล นอกจากนั้นยังมีนโยบายแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน เพื่อสนับสนุนนโยบายการการสร้างโอกาสกับประชาชน ให้ได้เข้าถึงแหล่งทุนอย่างทั่วถึง สร้างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจด้วยนโยบาย หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) และโครงการเอื้ออาทรต่างๆ (คิดอย่างทักษิณ ชินวัตร,พิจิตรา,2546)

                การสร้างหลักประกันสุขภาพ 30บาทรักษาทุกโรค ส่งผลให้ประชาชนมีความรู้สึกมั่นคงในสุขภาพองค์รวม ทักษิณ มองว่า การมีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่แข็งแรงแล้วจะทำให้มีพลังในการต่อสู้ชีวิติ ส่งผลไปถึงจะมีทรัพยากรบุคคลที่ดีของชาติในอนาคต (คำคม ความคิด ทักษิณ ชินวัตร, คมเดือน เจิดจรัสฟ้า,2546)

                ทักษิณ ชินวัตร มีความมุ่งมั่นที่ขจัดความยากจนของประชาชนอย่างยิ่ง เขาเปรียบความยากจนเสมือนกับโรคขาดภูมิคุ้มกันของมนุษย์ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคร้ายอื่นแทรกเข้ามา

                การแก้ปัญหาที่รากฐานของปัญหา จะช่วยให้ประชาชนได้พ้นจากความยากจน โดยการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับชาวบ้าน เป็นการขจัดปัญหาความยากจน ประกาศจะทำให้คนจนหมดไปจากประเทศภายใน 6 ปี การปฏิบัติหน้าที่อย่างนี้ คือทฤษฎีการสร้างโครงสร้าง(Structuration Theory)ของแอนโทนี กิดเดนส์ (กิติพัฒน์ นนทปัททมะดุลย์ ,เอกสาประกอบการบรรยาย,มหาวิทยาลัยนเรศวร,2547)
รัฐบาลทักษิณ ใช้นโยบาย รางคู่(Dual Tract) คือ กระตุ้นเศรษฐกิจภายใน กระจายทรัพยากรทางเศรษฐกิจ หรือแหล่งทุนไปสู่ระดับประชาชนรากหญ้า ผ่านโครงการสินเชื่อต่างๆ และ ผลักดันเรื่องการส่งออกและการท่องเที่ยว การลงทุนจากต่างประเทศเพื่อนำเงินเข้าประเทศ ในการบริหารประเทศ( ทักษิโณมิกส์, ปราณ พิสิฐเศรษฐการ,2547)

รัฐบาลทักษิณ ได้กำหนดทิศทางของเศรษฐกิจ ไว้ดังนี้
                1.ลดการพึ่งพาต่างประเทศ(ตามทฤษฎีการพึ่งพา)
                2.ยืนบนลำแข้งของตนให้มาก หลักจากสร้างความเข้มแข็งได้
                3.ขจัดความยากจน ผ่านกระบวนการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจต่างๆ
                4.ใช้การเมืองระหว่างประเทศในการขยายตลาด กำหนดนโยบายเขตการค้าเสรี FTA สร้างไทยแลนด์ทีมของการทูตในต่างประเทศ ใช้ทฤษฎีการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม และทฤษฎีการการแพร่กระจายนวัตกรรม(สนธยา พลศรี อ้างแล้ว)
                5.จะให้ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตให้มากที่สุด เน้นผู้ประกอบการใหม่ๆ กำหนดนโยบายเร่งด่วน จัดตั้งธนาคาร SMEs ทั่วประเทศ และตั้งบรรษัทกลางในการบริหารสินทรัพย์ (นโยบายเร่งด่วนรัฐบาล อ้างแล้ว)

                รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายในการส่งออกไว้สูงมาก ยอดการส่งออกปี 2546 ไม่น้อยกว่า 3.3 ล้านล้านบาท ตามแนวคิดที่ว่าเศรษฐกิจ จะต้องเติบโตด้วยการส่งออกและเศรษฐกิจภายในประเทศ จะต้องทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน(คิดใหญ่ ทำใหม่ ทักษิณ ชินวัตร,อธิวัฒน์ ทรัพไพทูรย์ ,2547)

                การแก้ปัญหาที่รากฐานของปัญหา จะช่วยให้ประชาชนไดพ้นจากความยากจน ทุกข์ยากที่เป็นเรื่องสามัญประจำลดลง อยากให้ทุกคนมองว่า เรามีเป้าหมายเดียวกัน คือเพื่อให้ไทยทั่วประเทศสามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืน คือ คนมีโอกาสสร้างชีวิตของตนเอง พ้นทุกข์ยาก

                การแก้ปัญหาที่ระดับรากหญ้า เป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนที่สุดและจะทำให้ไทยเป็นประเทศที่ต่างจากรูปแบบประเทศอื่นใช้ เป็นวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นของเขาต่อการพัฒนาสังคมระดับล่าง โดยผ่านกระบวนศึกษาในภาคสนามมาแล้ว

                การแก้ปัญหาที่ระดับรากหญ้า ในมุมมองของทักษิณที่ว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ไม่แน่ใจว่าเป็นการยั่งยืนในมิติเศรษฐกิจอย่างเดียว หรือ ว่า ในมิติอื่นด้วย จากประสบการณ์ที่ผ่านมาการพัฒนาประเทศที่เราให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ มักจะลืมเรื่องของสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ เรื่องของระบบนิเวศ และสังคม คือคุณภาพชีวิตของคนในสังคม ซึ่งเป็นสิงที่จะต้องอาศัย และพัฒนาไปควบคู่กับ น่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนที่แท้จริง

                ที่ผ่านกระบวนการพัฒนาของประเทศ อาจจะเรียกได้ว่า ขาดสมดุลยภาพ พอสมควรกล่าวคือ เราเน้นหรือตั้งเป้าไว้ที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากเกินไป เราเอาเงิน หรือสินทรัพย์ที่แสดงออกมาในรูปของตัวเลขวัด GDP โดยลืมความสำคัญของคุณภาพสังคมซึ่งหมายถึงคุณภาพกายและใจ อันหมายถึงระบบชีวิตของสังคม มีหลักคิดว่าถ้าเศรษฐกิจดี สังคมก็จะดีด้วย ปรากฏออกมาแล้ว ไม่เป็นจริงเสมอไป พอเจอภาวะเศรษฐกิจวิกฤติเกือบล่มสลายผู้คน หรือสังคมซึ่งไม่มีเกราะภูมิคุ้มกันที่ดี เลยได้รับผลแรง

                การกระทำซ้ำโดยโครงสร้างของสังคม ต่อผู้ถูกกระทำ คล้ายกับผู้ถูกกระทำนั้นไม่มีชีวิต ไม่เป็นการถูกต้อง เพราะภารกิจของมนุษย์คือการปฏิบัติต่อโลกด้วยความรับผิดชอบที่สร้างสรรค์ในฐานะที่เราเป็นบุคคลคนหนึ่ง ตามทฤษฎีวิพากย์ เปาโล แฟรร์(กิติพัฒน์ นนทปัททมะดุลย์ ,เอกสาประกอบการบรรยาย,มหาวิทยาลัยนเรศวร,2547)

รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ได้เพิ่มความแข็งแกร่งในสองส่วน หรือรางคู่(Doul Track) คือ
                1.การสร้างความแข็งแกร่งเศรษฐกิจภายในประเทศจะทดแทนการนำเข้า จะสร้างผู้ประกอบการของไทยให้เข้มแข็ง
                กระตุ้นเศรษฐกิจระดับชาวบ้าน หรือรากหญ้า(grass root) คือ การขจัดปัญหาความยากจน ซึ่งเป็นวัฏจักรของความชั่วร้ายในการพัฒนา ในการพัฒนาถือว่า โง่ จน เจ็บ เป็นวงจรแห่งความชั่วร้าย ทักษิณ ชินวัตร จะเข้าไปตัดวงจรอุบาทว์ตัวนี้ให้กับรากหญ้า(คำคม ความคิด ทักษิณ ชินวัตร,คมเดือน เจิดจรัสฟ้า ,2546)

                ในมุมกลับกัน การมองสภาวะที่ ว่า โง่ จน เจ็บ เป็นวัฏจักรของความช่วร้ายนั้น อาจจะส่งผลในด้านลบต่อชุมชน หรือสังคมได้เพราะทำให้ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ไม่เชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง จะต้องคอยอิงอาศัยพึ่งพาข้างนอกอยู่ต่อไป กลับกลายเป็นอุปสรรค์ในการพัฒนา แท้ที่จริงแล้วควรที่จะเป็นการปลุกจิตสำนึก(Concientisation) คือการจัดให้จิตสำนึกได้อุบัติขึ้นมา เป้นการปลุกให้ตื่นตัว หรือเพิ่มพูนให้มีจิตสำนึกมากขึ้น ในความเป็นอัตตา เพื่อเป็นการสร้างสรรค์ อัตตา ซึ่งเป็นโครงการเชิงประวัติศาสตร์ที่ไม่มีวันจบ(กิติพัฒน์ นนทปัททมะดุลย์ ,เอกสาประกอบการบรรยาย,มหาวิทยาลัยนเรศวร,2547)

                การพัฒนาสังคมทุกอย่างจะต้องไม่กระทบวิถีชีวิตของชุมชน หรือกระทบในประมาณที่น้อยที่สุด ตามหลักการพัฒนา ถ้าของเดิมดีอยู่แล้วก็ไม่ต้องไปรบกวนเขา นอกจากไปรบกวนเขายังเป็นการสร้างปัญหาจากสิ่งที่ไม่เป็นอันจะเป็นการสร้างความซัวซ้อนยากแก่การพัฒนาอีก
นอกจากบ่งบอกถึงความมุ่งมั่นจะแก้ปัญหาความความยากจนของคนไทยให้หมดไปจากประเทศภายในหกปีแล้ว เขายังเปรียบเทียบความยากจนเสมือนโรคขาดภูมิคุ้มกันของมนุษย์ เมื่อภูมิคุ้มกันไม่ดี โรคแทรกซ้อนและอาการป่วยอย่างอื่นจะตามมาหมด เมื่อเศรษฐกิจเข้มแข็งคนไทยทุกคนก็จะหายจน(คำคม ความคิด อ้างแล้ว)

                การกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน ผ่านนโยบายเร่งด่วน เช่น การพักหนี้แก่เกษตรกรรายย่อยเป็นเวลา 3 ปี เกษตรกรของไทย คือคนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นหนี้เกือบทุกครัวเรือน ทั้งหนี้ในระบบ ซึ่งเจ้าหนี้รายใหญ่ คือหน่วยงานทางการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส) ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ส่วนหนี้นอกระบบนั้นเป็นการหยิบยืมจากนายทุน ซึ่งมีดอกเบี้ยที่แพง ทั้งสองระบบมีเหตุผลการยืมหรือสร้างหนี้แตกต่างกัน

                ในกระบวนการพักหนี้นั้นลูกหนี้ ได้แจ้งความจำนงค์เข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนที่มาก มีแนวโน้มที่จะสำเร็จ นั่นคือช่วยเหลือในการพักหนี้ให้กับเกษตรกรได้จริงๆ ส่วนหนี้นอกระบบนั้นมีมาตรการประนอมหนี้ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ แต่มีปัญหาในทางปฏิบัติเพราะลูกหนี้ไม่กล้าที่จะบอกชื่อเจ้าหนี้ที่คิดดอกเบี้ยแพงเนื่องจากเกรงว่าจะกระทบความสัมพันธ์มีปัญหาในการหยิบยืมในครั้งหน้าได้

                การลงทะเบียนคนจนจึงโครงการสืบเนื่องต่อมา เพื่อที่จะทราบว่า จำนวนคนในประเทศทั้งหมดมี่มากเท่าไหร่ ยากจนเพราะเหตุใด ผลออกมาว่า ยากจนเพราะเป็นหนี้ทั้งในระบบ และนอกระบบ ยากจนเพราะไม่มีดินทำกินเป็นของตนเอง ไม่มีบ้านเป็นของตนเอง จนเพราะไม่มีงานทำเป็นหลักฐานมั่นคง
นโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง แห่งละหนึ่งล้านบาท จำนวน77,000แห่ง ชาวเรียกกันในหมู่ชาวบ้านทั่วไปว่า กองทุนเงินล้าน ของนายกทักษิณ มีลักษณะเป็นกองทุนหมุนเวียนเสมือนทุนเริ่มต้น โดยภาพรวมลูกหนี้ของกองทุนหมู่บ้านได้รับประโยชน์และพอใจ เหมือนได้ฟรี แต่มีปัญหาในด้านการจัดการอยู่บ้างประมาณ 3 % (วิชุลดา มาบุญตัน ,รายงานวิจัย,2546)

                กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองส่งผลกระทบในด้านบวกกับกิจกรรมเศรษฐกิจภายในหมู่บ้าน สามรถสร้างรายได้ มีการจ้างงานอันจะนำมาซึ่งการบริโภคและการเติบ ส่งผลลัพธ์ทวีคูณ คาดหวังว่าจะทำให้ชาวและชุมชนสามรถที่จะยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง กองทุนนี้ถ้าเติบโตจะพัฒนาเป้นธนาคารหมู่บ้านในที่สุด

                จัดตั้งขึ้นมาใหม่ธนาคารประชาชนเพื่อให้ระดับรากหญ้าสามารถเข้าถึงสินเชื่อรายย่อยจากธนาคาร

                ออกโดรงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน เพื่อให้คนยากจนมีสินทรัพย์ที่เป็นที่ยอมรับของธนาคาร( ทักษิโณมิกส์, ปราณ พิสิฐเศรษฐการ,2547)
โครงการที่กำลังทำในลักษณะนำล่องบางที่ในขณะนี้ คือ โครงการ งบพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชน( SML) ซึ่งเริ่มกระบวนการดำเนินการตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2547 ซึ่งมีหลักการสำคัญ คือการพลิกฟื้นหมู่บ้าน(Empowerment )ให้มีพลังในการขับเคลื่อน สู่การแก้ปัญหาความยากจน และการสร้างโอกาสให้แก่ประชาชน อย่างยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

                ในขณะนี้ได้มีหมู่บ้านนำล่องที่ได้ดำเนินการไปแล้วประมาณ 5 แห่งทั่วประเทศ โดยที่ภาคเหนือตอนบน อยู่ที่บ้านหัวริน ต.ทุ่งสะโตก อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ภาคเหนือตอนล่างที่ จ.พิษณุโลก

                รูปแบบของงบประมาณ เป็นเงินโดยตรงสู่ประชาชน เงินอุดหนุนในรูปแบบการรวมกลุ่มของชาวบ้านโดยตรง
                ลักษณะของงบประมาณ เป็นการลงทุนพัฒนา ที่ก่อให้เกิดผลตอบแทนทางเศรษฐกิจแก่ประชาชนโดยรวมในหมู่บ้าน(Socio-Economic)ที่เอกชนยังไม่สนใจที่จะลงทุน เป็นการนำไปใช้จ่ายในการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก(Facilities)ของประชาชนในหมู่บ้าน ซึ่งแสดงให้เห็นทิศทางความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานและบริการของหน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่น

                มีแนวทางการใช้เพื่อการแก้ไขปัญหา/สร้างประโยชน์ส่วนรวมของหมู่บ้าน หรือเอื้อต่อการมีอาชีพและการมีงานทำ ส่งผลกระทบในด้านบวก อันได้แก่คุณภาพชีวิตของประชาชนในหมู่บ้านดีขึ้น เป็นเครื่องมือให้หมู่บ้านมี เสียง (เวทีสาธารณะ)ที่เข้มแข็งอันจะนำไปสู่การพัฒนา/แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนตามความต้องการที่แท้จริง และเตรียมความพร้อมในการเรียนรู้การบริหารจัดการตนเองตามแนวทางการกระจายอำนาจ(คณะทำงานของนายกรัฐมนตรี เพื่อสร้างหมู่บ้านต้นแบบในการเตรียมความพร้อมและพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านแ/ชุมชน.2547)

                นโยบายรัฐบาลไม่เพียงแต่จะทำให้รากหญ้าสามารถเข้าถึงแหล่งทุนเท่านั้น แต่หากยังได้เสนอทางเลือกในกิจกรรมเศรษฐกิจ อาทิ โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์(OTOP) ซึ่งเป็นการนำเอาความรู้ ความสามารถ ความชำนาญ และนวัตกรรมซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีอยู่แล้ว แต่ละจะนำเสนอสินค้าที่ตนเองมีความสามารถในการผลิตมากที่สุดออกมาเป็นสินค้าประจำตำบล โดยรัฐบาลสนับสนุนด้านกระบวนการจัดการภายในนั่นคือ การบรรจุภัณฑ์ การเก็บรักษาคุณภาพสินค้า การนำเสนอออกแบบ และการตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

                ผลสืบเนื่องที่มาจากแนวคิดนี้จึงเกิดนโยบายรับทราบปัญหาความยากจนของคนไทยทั่วประเทศ มีมาตราให้คนอยากจนมาขึ้นทะเบียนคนยากจนเพื่อรับปัญหาและหาแก้ โดยผ่านกลไกของรัฐ รับเป็นเจ้าภาพดูแล ข้อมูลที่ได้รับทราบปัญหาความยาจนส่วนมากจะเป็นรายการหนี้สินทั้งในระบบและนอกระบบ ซึ่งจะมีแนวทางแก้ไขต่อไป (สำรวจและลงทะเบียนคนจน 2547)

                ส่วนนโยบายสังคมของพรรคไทยรักไทย ซึ่งน่าจะเป็นนโยบายรัฐบาลใหม่ที่จะแถลงต่อรัฐสภาก่อนเข้าบริหารประเทศ คือ 1)ส่งเสริมให้ชุมชนเข้มแข็ง 2)ส่งเสริมบทบาทและสถานภาพของสตรีในแต่ละชุมชนให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาเศณษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน 3)ส่งเสริมให้เอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนา 4)ส่งเสริมมาตรการด้านการประกันสังคม 5)พัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนให้มีการศึกษาพิเศษเพิ่มเติม 6)เร่งกฎหมายเกี่ยวกับสวัสดิการสังคม จัดตั้งกองทุนสวัสดิการสังคม 7)ส่งเสริมการรวมตัวของผู้สูงอายุ เด็ก เยาวชน สตรี คนพิการทุพพลภาพ ผู้ติดยา ผู้ติดเชื้อโรคเอดส์ให้เป็นองค์กรที่เข้มแข็งฯ8)ส่งเสริมและสงเคราะห์ผู้ด้อยโอกาสในสังคม 9)ส่งเสริมการรวมตัวของชุมชนท้องถิ่นเพื่อการอนุรักษ์ฟื้นฟูประเพณี ภูมิปัญญาและศิลปะวัฒนธรรมอันดีของแต่ละท้องถิ่น และ10)ส่งเสริมความร่วมมือของชุมชนต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศให้สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันจากศิลปะวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทักษะและเทคนิดวิทยาการต่างๆเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของแต่ละชุมชน(พรรคไทยรักไทย,เอกสารประชาสัมพันธ์,2548)

                2.การพัฒนา ของ ระบบรางคู่(Dual Tract)คือ เศรษฐกิจขานอก เพราะเศรษฐกิจจะต้องเติบโตด้วยการส่งออก การลงทุนจากต่างประเทศในรูปแบบตางๆ การระดมทุนจากนักลงทุนต่างประเทศ ตลอดถึงเปิดตลาดทุนในต่างประเทศและ ใช้การเมืองระหว่างประเทศเป็นกลไกสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจเพื่อเปิดตลาดการค้า ปรับนโยบายการต่างประเทศใหม่ ปรับบทบาทการทำงานของนักการทูตใหม่เพื่อให้เป็นตัวแทนประเทศในด้านการ และการลงทุน ในนาม THAILAND TEAM

                เศรษฐกิจการส่งออกกับเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะระดับรากหญ้าต้องทำทั้งสองพร้อมกัน เป็นสิ่งที่น่าสนใจและแตกต่างจากนโยบายของรัฐบาลเก่าก่อนอย่างมาก

                ทักษิณ ชินวัตร พยายามที่จะสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนแก่ต่างประเทศ โดยพยายามทำให้การเมืองนิ่ง สร้างแรงจูงใจด้านภาษี และเงื่อนไขอื่นๆที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินในการลงทุน และการทำธุรกิจร่วมกับประเทศ โดยสร้างภาพลักษณ์ของผู้ประสบผลสำเร็จในการบริหารเชิงธุรกิจอันเป็นอัตตลักษณ์ขแงเขาโดยเฉพาะ

                การเปิดเขตการคาเสรีกับต่างประเทศ ทักษิณ ชินวัตร ถือว่า เป็นการนำโอกาสมามากมาย ซึ่งแน่นอนในโอกาสย่อมมีภัยคุกคามตามมา แต่ทุกภัยคุกคามก็มีโอกาส สรุปแล้วมีทั้งด้านบวกด้านลบในตัว สุดแท้แต่จะเลือกเอา

                การลงทุนต่างประเทศ และการสนับสนุนแหล่งทุนจากต่างประเทศ เป็นนโยบายที่ได้มาจากวิสัยทัศน์ของทักษิณ ชินวัตร ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญในระดับต้นๆ เพราะทำให้เงินไหลเข้าสู่ชุมชนรากหญ้าเป็นจำนวนมากจึงน่าจะกล่าวได้ว่าแนวทางดำเนินงานของรัฐบาลชุดทักษิณ ชินวัตร ใช้หลักทฤษฎี การพัฒนาชนบทแบบผสมผสาน(Integrated Rural Development Theory)ที่เสนอโดยธนาคารโลก(อ้างแล้ว)

                จากนโยบายสังคมของรัฐบาลที่ได้นำเสนอ นักวิเคราะห์นโยบายจะต้องยืนหยัดอยู่บนหลักการที่ว่า นโยบายสังคมที่รัฐได้ใช้บริหารประเทศมาแล้ว หรือที่รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของพันตำรวจโท ดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่23/2 ของไทยที่กำลังจะประกาศใช้บริหารประเทศ ว่า วางอยู่บนการปกป้องผลประโยชน์ของผู้ด้อยโอกาสมากน้อยขนาดไหน สร้างความเป็นด้านรายได้ ด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสร้างความเท่าเทียมให้กับสังคมได้เพียงใด

                ในแง่ของทฤษฎีวิพากษ์แล้ว รัฐได้สนใจที่จะศึกษาทางเลือกในอนาคตของสังคม วิพากษ์ถึงรูปแบบการดำรงอยู่ของสังคม หรือไม่ และมีการนำไปปฏิบัติจริง(Praxis)ตามทฤษฎีเชิงการปฏิบัติของเปาโล แฟรร์ หรือไม่ ถ้ามมองตามความหมายนี้นโยบายสังคมหลายตัวที่รัฐเป้นผู้กระทำนั้นเป็นจริง จึงผลสะท้อนออกกลับมายังผู้ด้อยโอกาสแน่นอน การปฏิบัติการจริงที่แท้ไม่ควรจะเป็นเพียงคิดอยู่ในสมอง (บนแผ่นกระดาษ) ทว่าจะต้องเกี่ยวข้องกับกระทำ ซึ่งรัฐบาลก็ได้กระทำแล้ว เช่นนโยบายกองทุนหมู่บ้าน/ชุมชนเมือง นโยบายประกันสุขภาพ 30 รักษาทุกโรค การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน และOTOP เป็นต้น
แสดงว่า รัฐได้มีเวที หรือสร้างโอกาสให้กับผู้ด้อยโอกาสทางสังคมพอสมควร พื้นที่สาธารณะ หรือปริมณฑลสาธารณะ ตามหลักทฤษฎีวิพากษ์ร่วมสมัยของเยอร์เก้น ฮาเบอร์มาส

                ในส่วนผู้กระทำ คือรัฐนั้น กระทำในนามสถาบันอันได้แก่สถาบันทางการเมืองการปกครอง ซึ่งแอนโทนี กิดเดนส์ ได้ให้ความหมายสถาบันเป้นสิ่งที่เกี่ยวกับวิธีการ(Modalities)ต่างๆที่มีการสร้างโครงสร้างอุบัติขึ้น โดยการคำสั่งที่เกี่ยวกับอำนาจ การให้ความหมาย และการสร้างความชอบธรรม ให้กับผู้ถูกสร้างเช่นผู้ด้อยโอกาส ไม่ได้รับความเป็นธรรม

                การพัฒนาสังคมตามแนวทางของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ตั้งอยู่บนฐาน วิสัยทัศน์ ซึ่งถือว่าเป็นมิติใหม่ของการบริหารงานพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์สมัยใหม่ จึงได้รับการตอบรับจากประชาชน

                เป็นทางเลือกที่มีไม่มากนักสำหรับประชาชน จึงถูกคาดหวังเป็นอย่างยิ่ง
                จุดยืนการพัฒนาตั้งอยู่บนวิสัยทัศน์ที่ถูกมองว่า มีความสอดคล้องกับปรัชญาการพัฒนาแบบเศรษฐกิจพอเพียง ตามแผนฉบับที่9 หรือไม่ นับว่าเป็นมิติทางการเมืองบริหารสมัยใหม่ของผู้นำไทย

                ประชาชนในระดับรากหญ้า ตามความหมายของทักษิณ ชินวัตร คือ ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งเป็นยากจน ถ้าแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระดับรากหญ้าได้แล้ว ประชาชนก็หายจน

                ทักษิณ ชินวัตร พยายาม กระตุ้นเตือนให้คนไทยปรับตัว และตื่นตัวอยู่เสมอเพื่อให้ทันกับยุคโลกาภิวัตน์ที่มากับระบบประชาธิปไตย ระบบทุนนิยม คือสิ่งที่ตามกับประชาธิปไตย

                นโยบายเร่งด่วนทำให้เกิดพันธกิจที่จะต้องดำเนินไปอย่างระบบที่เป็นบูรณาการในด้านการบริหารเพื่อการพัฒนา
                สร้างรายได้ ลดรายจ่าย และสร้างโอกาส คือสามเสาหลักในการพัฒนา เป็นความศักดิ์สิทธ์ในการปฏิบัติหน้าที่ของกลไกรัฐบาล
                ทิศทางเศรษฐกิจ เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมใน สอง มิติ (Dual Tract) คือ สร้างเศรษฐกิจภายใน ทุกระดับ โดยเฉพาะระดับรากหญ้าเป็นการสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจภายใน และการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศผ่านนโยบายต่างๆ คือการสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

                ทักษิณ ชินวัตร มอง FTA เป็นทั้งโอกาส และ ภัยคุกคาม ให้คนเลือก
                ดังนั้นการพัฒนาสังคมตามวิสัยทัศน์ของทักษิณ ชินวัตร จะบรรลุผลในระดับใด จึงจะมีการวิเคราะห์ตามหลักทฤษฎีวิพากษ์ของนักทฤษฎีสายวิพากษ์ คือ เปาโล แฟรร์ เยอร์เก้น ฮาเบอร์มาส และ แอนโทนี กิตเดนส์ ด้วยความเป็นกลาง ปราศจากอคติ เพื่อประโยชน์ของการพัฒนาสังคมไทยองค์รวมต่อไป…
 

05 กุมภาพันธ์ 2552

กลับขึ้นด้านบน

 

 
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา
103 วัดเจดีย์หลวง ถ.พระปกเกล้า ต.พระสิงห์
อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200
โทร. 0-5327-0975-6, โทรสาร 0-5381-4752

MAHAMAKUT  BUDDHIST  UNIVERSITY; LANNA CAMPUS
103  Wat Jedeeluang Phrasingha Muang Chiang Mai 50200
TEL. 0-5327-0975-6,  FAX. 0-5381-4752
Contact us : mbulnc@gmail.com , asksak@hotmail.com