1111

หน้าแรก | สมุดเยี่ยม | วารสารปัญญา | บทความ |กระดานเสวน | ห้องรวมศิษย์ ล้านนา.| ติดต่อเรา .

     การบูรณการภูมิปัญญาล้านนาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน


การบูรณการภูมิปัญญาล้านนาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ;
 การฟื้นฟูระบบเหมืองฝายผ่านการจัดการทรัพยากรน้ำและการจัดระเบียบสังคม
ในบริบทการประยุกต์ใช้กับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมใหม่
ดร.ตระกูล ชำนาญ
ศน.บ.,M.A.,ศศ.ด. (การพัฒนาสังคม)

-----------------------------

ภูมิหลังและวิวัฒนการ
                ภูมิศาสตร์กายภาพของชาวล้านนา ส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยเทือกเขา มีที่ราบ หรือ แอ่ง ระหว่างเขา มีสายน้ำไหลจากภูเขาลงมาหล่อเลี้ยงชีวิตชุมชนล้านนา ตลอดลุ่มน้ำ ที่ราบระหว่างเขาเขามีความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากได้รับน้ำฝนตามฤดูกาล และสายน้ำจำนวนมากที่พัดพาเอาปุ๋ยอินทรีย์ตามธรรมชาติของป่าเขาที่สูงโดยรอบ จึงเหมาสำหรับตั้งเป็นหลักแหล่งที่อยู่อาศัยของชุมชน และประกอบอาชีพเกษตรกรรม เพราะมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรน้ำ

                อาณาบริเวณที่ราบระหว่างเขาที่มีสายน้ำลำธารไหลผ่าน มีระดับสูงต่ำลดหลั่นกันลงมาตลอด จึงเหมาะสำหรับที่จะต้องมีระบบชลประทานราษฎร์อันเหมาะกับภูมิประเทศ อันจะส่งผลด้านบวกถึงการเกษตรกรรมของชุมชนเป็นอย่างดี อันเนื่องจากมีน้ำเลี้ยงตลอดปี ณ ที่ตรงนี้ผู้คนนิยมตั้งบ้านเรื่อนอยู่รวมกันเป็นกระจุก และบุกเบิกไร่นา ใกล้กับลำธาร ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องใช้น้ำหล่อเลี้ยงไร่นาตลอดปี และด้วยความจำเป็นในการบังคับทิศทางการไหลของน้ำและการจัดสรรทรัพยากรน้ำให้ทั่วถึงโดยยุติธรรม ชาวล้านนาจึงมีการรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นเป็นเครือข่ายของคนที่อยู่อาศัยในหุบเขาเดียวกัน เมื่อรวมตัวกันภูมิปัญญา หรือ องค์ความรู้ที่จะใช้ และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์แก่ผลผลิตทางการเกษตรขอชุมชนล้านนา (เอกวิทย์ ณ ถลาง 2546)

                ภูมิปัญญาในการใช้ จัดการ ทรัพยากรน้ำตามธรรมชาติที่ไหลผ่านซอกเขาลดหลั่นลงมา จากขุนน้ำบนยอดเขาสูง และระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ หรือระบบชลประทานที่เหมาะสมกับภูมิประเทศ เรียกว่า ระบบเหมืองฝาย จึงเกิดขึ้น

                ระบบเหมืองฝาย คือกระบวนการของชุมชนลุ่มน้ำเดียวกัน ที่จะแสดงออกถึงสามัคคีธรรม การมีส่วนร่วมทุกขั้นตอนของชุมชน เช่นการบำรุง รักษา ซ่อมแซม เหมืองฝาย ที่เป็นสมบัติสาธารณะ มีระบบบริหารจัดการอย่างครบวงจร ทั้งมิติของบุคคล ชุมชน น้ำ การจัดการ และการผลิต เพื่อประโยชน์สูงสุดของชุมชน ตามกฎมังรายศาสตร์ และมีการสานต่อสาระสำคัญนี้จนถึงปัจจุบัน

                มองอีกมิติหนึ่งอาจจะสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการร่วมมือกันด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจ หรือระบบการผลิตเกษตรทีส่งผลถึงความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยน้ำมาหล่อเลี้ยง การจัดสรรบริหารทรัพยากรน้ำที่เกิดจากระบบเหมืองฝายของชุมชน จำเป็นต้องมีผู้ดูแลจัดการอย่างเป็นธรรม ผู้ดูแลระบบเหมือฝาย ในที่นี้ คือ แก่ฝาย แก่เหมือง

การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยระบบเหมืองฝายของชุมชนล้านนา ตั้งอยู่บนฐานของความสัมพันธ์ทางสังคม (Social Relation)เชิงสมานฉันท์ ภราดรภาพ และสันติวิธี ที่มีเกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัว คล้ายกับระบบประชาธิปไตยสมัยใหม่ แต่ฐานรากมั่นคงกว่า จึงเป็นการจัดระเบียบบริหารทางสังคมล้านนาอย่างหนึ่ง เป็นการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์และระบบนิเวศ การจัดการระบบเหมืองฝาย มิได้มีความสำคัญเฉพาะการจัดสรรทรัพยากรน้ำเพื่อการผลิตทางการเกษตรกรรมของชุมชนในหุบเขาเท่านั้น แต่กลับกลายเป็นแก่นของการจัดระบบความสัมพันธ์แห่งชุมชนและระหว่างชุมชนล้านนา(เอกวิทย์ ณ ถลาง 2546)

                ระบบเหมืองฝายของชาวล้านนา เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นองค์ความรู้ระดับชาวบ้านที่ผ่านการทดสอบใช้กับชุมชนล้านนา มาโดยเฉพาะ เป็นอัตลักษณ์พิเศษ เหมาะสมกับภูมิศาสตร์กายภาพของล้านนา เฉกเช่นเดียวกับภูมิปัญญาเฉพาะของแต่ละท้องถิ่นในประเทศ ทั้งนี้สะท้อนให้เห็นคุณค่าต่อสาธารณะในแง่ของบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นธรรม และการจัดระบบความสัมพันธ์เชิงจัดระเบียบชุมชนของสังคมล้านนา อย่างชาญฉลาด ดังที่ อานันท์ กาญจนพันธ์ กล่าวว่า ภูมิปัญญาและความรู้ท้องถิ่นเคยจรรโลงสังคมมาในช่วงระยะเวลายาวนาน ในชุมชนล้านนา แล้วไปสูญเสียไปเพราะผลกระทบด้านลบของการผลิตตามระบบใหม่ ตามกระแสทุนนิยม การจัดการทรัพยากรน้ำโดยระบบเหมืองฝาย น่าที่จะได้รับการฟื้นฟูให้มีพื้น มีบทบาทจรรโลงสังคมล้านนา เพื่อเป็นทางเลือกในการประยุกต์ใช้ในบริบทการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมอย่างเหมาะสม (อานันท์ กาญจนาพันธ์ 2544)

ความสำคัญของปัญหา
                การฟื้นฟูระบบเหมืองฝาย ซึ่งเป็นภูมิปัญญาล้านนา ให้กลับมามีบทบาทต่อชุมชนล้านนา อีกเป็นการผลิตซ้ำทางวัฒนธรรม เนื่องจากระบบเหมืองฝาย เป็นภูมิปัญญาอันชาญฉลาดของบรรพชนชาวล้านนา ในเรื่องการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำตามธรรมชาติ เพื่อหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตการผลิตผลทางการเกษตร โดยมีการเสียสละ พละกำลัง ความสามัคคี ของชุมชน จัดสร้างระบบเหมืองฝาย เป็นชลประทานราษฎร์ ซึ่งระบบดังกล่าวมีปรากฏในมังรายศาสตร์ อันเป็นแม่บท หรือระบบควบคุมและปฏิบัติตามของชาวล้านนา มาเป็นเวลาหลายศตวรรษแล้ว อย่างที่ เอกวิทย์ ณ ถลาง ได้กล่าว ว่า สาระสำคัญ ข้อกำหนดในกฎหมายนี้เป็นการร่วมกันในการสร้าง และบำรุงรักษาเหมืองฝาย รวมทั้งการปรับโทษในการขโมยน้ำ และทำลายเหมืองฝายให้ชำรุดเสียหาย(เอกวิทย์ ณ ถลาง 2544)

                การแก้ไขปัญหาการใช้ทรัพยากรน้ำในภาคเหนือในสถานการณ์ปัจจุบัน มีแนวโน้มรุนแรง อันเนื่องมาจากกระแสการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยม มุ่งเน้นการผลิตเพื่อการค้าและส่งออก มีความต้องการพื้นที่ในการผลิตเพิ่มมากขึ้น ผิดแผลกจากรูปแบบการประกอบอาชีพตามแนวคิดของล้านนาในอดีต กล่าวคือ การใช้ทรัพยากรน้ำในการผลิตยังชีพ (เฮ็ดอยู่ เฮ็ดกิน) มิใช่เป็นการแย่งชิงกันระหว่างชาวชุมชนที่อยู่ในลุ่มน้ำ เป็นการแย่งชิงระหว่างชาวชุมชนดั้งเดิม คือชาวนา กับกลุ่มคนนอกพื้นที่ คือนายทุนข้ามถิ่น ที่เข้ามาสรางผลผลิตเพื่อการค้าเชิงพาณิชย์ อุตสาหกรรม และบริการ เกิดมีกรณีพิพาทขึ้นหลายแห่งอันเนื่องมาจากกลุ่มนายทุนมีอำนาจและอิทธิพลที่เหนือกว่าชาวบ้าน จึงมีพลังที่เข้มแข็งกว่าในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำ ส่งผลให้ทรัพยากรน้ำไม่ไปถึงกลุ่มชาวบ้านที่รอใช้น้ำ ในการผลิตพืชผลการเกษตร เช่น ในบางพื้นที่ นายทุนเข้าไปในพื้นที่กว้านซื้อที่ดินจากชาวบ้านในเชิงบังคับโดยอาศัยกลไกของรัฐที่ตนเองมีความแนบแน่นแล้วทำการเกษตรแนวใหม่เชิงธุรกิจใช้พื้นที่มาก และใช้ทรัพยากรน้ำจำนวนมาก ไม่ปล่อยให้ทรัพยากรน้ำกับชุมชน เป็นสาเหตุทำให้พืชผลทางการเกษตรเสียหายเพราะขาดน้ำหล่อเลี้ยง (ชูศักด์ วิทยาภัค 2543)

                 การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยระบบชลประทานหลวง หรือฝายหลวง มีประสิทธิภาพไม่เพียงพอในการแก้ไขปัญหาให้กับชุมชนล้านนา เพราะผิดเพี้ยนจากระบบเดิม คือชุมชน ไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินส่วนรวม อันได้แก่ตัวเหมือฝาย ไม่มีส่วนร่วมในระบบเหมืองฝาย เหมือนแต่ก่อน เป็นแต่เพียงผู้รับผลที่ทางการประทานให้เท่านั้น สิ่งที่เสื่อมสลายไปพร้อมกับระบบชลประทานหลวงเข้ามา คือ ความร่วมมือ ร่วมใจ ความรู้สึกเป็นเจ้าของและมีส่วนร่วมที่มีต่อเหมืองฝายของตนเอง ตลอดจนการบริหารจัดการที่ถือหลักความเสมอภาคและยุติธรรมในหมู่ชาวบ้าน ระบบใหม่เป็นระบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ตามแบบราชการ มีความซับซ้อนในหลายมิติ อาจจะมีเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถเข้าถึงได้ และขาดอำนาจในการต่อรอง ความไม่เป็นธรรม หรืออยุติธรรมเป็นไปได้สูงที่จะเกิดขึ้นกับชาวบ้าน ผลประโยชน์อาจจะไม่ถึงชุมชน แต่กลับเป็นนายทุนได้รับผลประโยชน์ไปก็มี ดังตัวอย่างของกรณีนายทุนบ้านจัดสรร บ้านพักตากอากาศ นายทุนสวนส้ม เป็นต้น(ชูศักดิ์ วิทยาภัค2543 อ้างแล้ว)

                ในขณะที่การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยระบบเหมืองฝายแบบเดิม สามารถให้ความเป็นธรรม ความเสมอภาคในการเข้าถึง และได้รับประโยชน์ กับชุมชน เพราะบริหารจัดการโดยชุมชน ด้วยชุมน และเพื่อชุมชน ผ่านกระบวนการจัดการโดยองค์กรเหมืองฝายชาวบ้านที่พวกเขาได้เลือกกันเอง ของแต่ละชุมชนตามสิทธิชุมชนพื้นฐาน ไม่มีประโยชน์อย่างอื่นเข้ามาแอบแฝง ถึงจะมีแต่ก็น้อย ชาวบ้านเองก็ยอมรับได้ ระบบการจัดการด้วยเหมืองฝายจึงสร้างความมั่นใจ อุ่นใจ มีสัมพันธภาพที่มั่นคง ระหว่างชุมชน มีสันติสุข มีความเสี่ยงมีน้อย ความปลอดภัยสูง

                ระบบเหมืองฝายของชุมชนล้านนา เป็นภูมิปัญญาที่มีอัตลักษณ์ กลมกลืนกับระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายสภาพแวดล้อมและชุมชน มีผลกระทบด้านลบน้อยกว่าระบบชลประทานหลวงแบบใหม่ทีมีผลกระทบสูงมาก ทั้งในมิติสังคม วัฒนธรรม สภาพแวดล้อม เกียรติภูมิศักดิ์ศรี สัมพันธภาพของชุมชน

                ระบบเหมืองฝายมีการบริหารจัดการภายใต้โครงสร้างที่เรียกว่าองค์เหมืองฝาย มีผู้รับผิดชอบที่ผ่านการคัดเลือกจากชาวบ้านโดยตรงคือแก่เหมือง แก่เหมืองเลือกแก่ฝายอีที่หนึ่ง ทั้งสองตำแหน่งทำหน้าที่ ควบคุมการแจกจ่ายทรัพยากรน้ำ บำรุงรักษา ซ่อมแซมตัวฝาย แก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งในกรณีพิพาท เรื่องแย้งทรัพยากรน้ำในการผลิตทางการเกษตร และแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ของชุมชนอันเกิดจากกรณีของทรัพยากรน้ำ เป็นการจัดระเบียบสังคม(Social Order)ในเชิงมิติวัฒนธรรมชีวิตชุมชน (อานันท์ กาญจนพันธ์ 2543)

                ระดับชั้นของการบริหารจัดการขององค์กรเหมืองฝายที่ได้รับการคัดเลือกจากชุมชน ตามสิทธิ์ชุมชนพื้นฐาน ประกอบด้วย
                ระดับนโยบาย ผู้ทำหน้าที่นี้ คือ แก่ฝาย เป็นหัวหน้าใหญ่ ดูแลระบบเหมืองฝายในวงกว้าง วางนโยบาย การใช้ประโยชน์จากเหมืองฝายให้มีประสิทธิภาพ แก่ฝาย ต้องผ่านการคัดเลือกจากแก่เหมืองให้เข้ามาทำหน้าที่นี้ตามเวลาอันสมควร ไม่แน่นอนตายตัว

                 ระดับปฏิบัติการ ผู้ที่ทำหน้าที่นี้ คือ แก่เหมือง มีหน้าที่จัดการะบายน้ำ หรือจัดสรรทรัพยากรน้ำ ส่งไปตามลำเหมือง เข้าไปหล่อเลี้ยง ไร่นา สวน ของชุมชน ผู้ที่รับผิดชอบในตำแหน่งนี้ จะต้องมีคุณธรรม เป็นที่ยอมรับของชุมชน เป็นที่เชื่อถือของชาวบ้าน มีต้นทุนทางสังคมสูง ตั้งตนอยู่ในความยุติธรรม จัดสรรน้ำให้กับชุมชนอย่างเสมอภาค ตามลำดับเครือข่ายระบบเหมือฝาย ดังนี้
                - ฝาย เป็นทำนบขนาดใหญ่กั้นน้ำได้ในปริมาณที่มาก
                - แต เป็นทำนบ หรือประตูน้ำที่แยกจากฝายเข้าสู่เหมืองขนาดเล็ก
                - ต่าง คือประตูน้ำขนาดเล็กแยกน้ำไปจากแตไหลเข้าสู่ไร่นา
                - ตอน คือ คลองย่อยขนาดเล็กสุดจ่ายน้ำเข้าสู่นาและแปลง

                ส่วนลำธารน้ำตามธรรมชาติที่ไหลบ่าลงมาจากภูเขา(ดอย)สูงสู่พื้นล่าง เรียกว่า เหมือง มีสอง ขนาด คือ เหมือง
หลวง และเมืองน้อย ผู้ที่นำหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้ง แก่ฝายแก่เหมือง ย่อมได้รับสิทธิพิเศษเป็นค่าตอบแทน และได้รับเกียรติจากทางราชการอีกด้วย(เอกวิทย์ ณถลาง 2544)

                สะท้อนให้เห็นสัมพันธ์ภาพของชุมชนล้านนา ผู้ตั้งหลักปักฐานในพื้นที่ใช้สอยทรัพยากรน้ำ เป็นสัมพันธ์ภาพแบบองค์รวม(Holistic) กล่าวคือ สัมพันธ์ระหว่าง มนุษย์กับธรรมชาติอันได้แก่ทรัพยากรป่าไม้ ดิน และน้ำ สัมพันธระหว่างชุมชนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สูงกับที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ต่ำ สัมพันธ์ระหว่างชุมชนผู้ใช้น้ำในหมู่บ้านเดียวกัน สัมพันธ์ระหว่างผู้รับผิดชอบระบบเหมืองฝาย กับสมาชิกทั้งหมด

                สัมพันธ์ภาพระหว่างผู้บริหารระบบเหมืองฝาย คือ แก่ฝาย และแก่เหมือง สัมพันธ์ระหว่างตัวแทนคือ แก่เหมือง แก่ฝ่าย กับ ตัวแทนรัฐ และสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งที่อำนาจเหนือมนุษย์อันได้แก่ ผี หรือเทพ ตามคติความเชื่องของชาวล้านนา

                ปฏิสัมพันธ์ (Interaction)ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมชีวิตชุมชน (Activity Life) ย่อมมีทั้งในเชิงบวก ซึ่งหมายถึงการปฏิบัติภารกิจของแต่ละคน ตามทฤษฎีสำนักโครงสร้างหน้าท ี่(Structural Functional Theory) มีผลเชิงบวกคือ คือความเป็นระเบียบทางสังคม (Social order) มีภราดรภาพ มีเอกภาพ สันติวิธีและประสิทธิภาพในการจัดการเป็นต้น ปฏิสัมพันธ์ที่มีผลเชิงลบ ย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากเช่นกัน และเกิดขึ้นได้ เมื่อมนุษย์อยู่ร่วมกัน มีความหลากหลายทางความคิดที่ไม่ลงลอยกัน หรือหาจุดออมชอมไม่ได้ กอปรกับมนุษย์มีธรรมชาติทางจิตอยู่ คือ ความต้องการเกิบพอดี(โลภ) เมื่อไม่ได้รับการตอบสนองย่อมไม่พอใจ แสดงอาการโกรธ(โทสะ) ยังฝังใจแน่นอยู่กับความเห็นของตนเองอย่างจมดิกถอนตัวไม่ขึ้น (โมหะ) ส่งผลกระทบในเชิงลบ คือ การแก่งแย่ง พิพาท ขัดแย้งกันขึ้น องค์กรชาวบ้าน หรือ ระบบเหมืองฝาย จึงต้องจัดการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งให้เสร็จเรียบร้อยด้วยดี โดยลำดับ ดังนี้

การแก้ไขข้อพิพาทกรณีการใช้ทรัพยากรน้ำ

1.   แก่เหมืองไกล่เกลี่ยตัดสิน
 
2.   แก่ฝายจัดการตัดสิน
   
3.   ฝ่ายปกครอง คืออำเภอ และจังหวัดจัดการ

                การแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งเรื่องการใช้ทรัพยากรน้ำ ส่วนมากจะยุติในระดับของแก่เหมือง ไกล่เกลี่ย ถ้าแก่เหมืองไม่สามารถจัดการแก้ไขได้ ก็จะส่งเรื่องให้แก่ฝาย ที่มีบารมี อิทธิพลเหนือกว่า จัดการตัดสินปัญหา ก็เป็นยุติ ถ้าไม่ยุติส่งเรื่องไปยังอำเภอ จังหวัดตัดสิน ถือว่า เป็นเรื่องเสียหน้า ไม่ไว้เกียรติกันอย่ายิ่ง ดังนั้นปัญหาส่วนใหญ่ก็จะยุติในระดับแก่เหมือ หรือแก่ฝาย เท่านั้น นี้คือผลกระทบด้านลบของกิจกรรมชีวิตชุมชน ระบบเหมืองฝาย(เอกวิทย์ ณถลาง 2544)
                ประสิทธิภาพของการดูแล แก้ไข และจัดระเบียบสัมพันธ์ภาพทางสังคมล้านนา ถูกมองและคาดหวังว่า สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาได้ เพราะชุมชน หรือสังคมล้านนา ให้การยอมรับในระบบเหมืองฝาย ซึ่งแฝงไปด้วยคุณค่าทางจริยธรรม วัฒนธรรม ศาสนา อันเป็นต้นทุนทางสังคมและวัฒนธรรม ของชาวล้านนาโดยเฉพาะ ความสงบ ร่มเย็น มีสันติวิธี และธัมมิกสังคม จึงเกิดขึ้นได้ โดยกลไกทางวัฒนธรรม กล่าวคือ ระบบเหมืองฝาย ภูมิปัญญาล้านนา สืบเนื่องจากกระแสการพัฒนาตามระบบทุนนิยม โลกาภิวัตน์ ได้เข้าครอบงำ แสดงบทบาท รุกล้ำ พื้นที่ของภูมิปัญญาล้านนา อย่างหนักหน่วง ภูมิปัญญาล้านนาได้รับผลกระทบในเชิงลบอย่างรุนแรง กระบวนการพัฒนาแบบยั่งยืนตามแนวทางของสังคมล้านนา จำเป็นต้องศึกษา ถึงการฟื้นฟูระบบเหมืองให้เข้ามมามีบทบาทมีพื้นที่ในการพัฒนาอย่างปรับตัว กลมกลืนในกระแสของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในสามิติ คือ 1)ความยั่งยืนด้านนิเวศวิทยา วัฏจักรของการอยู่ร่วมกับแบบกลมกลืนระหว่ามนุษย์กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2)มิติสังคม องค์รวมในชุมชนล้านนา และ 3)มิติเศรษฐกิจที่เป็นการผลิตแบบเพียงพอ เป็นธรรมชาติ เหมาะสมกับชุมชนล้านนา (กานดา ผรณเกียรติ 2548)

ความยั่งยืนด้านนิเวศ                ความยั่งยืนด้านสังคม

การพัฒนาที่
ยั่งยืน


ความยั่งยืนด้านเศรษฐกิจ

                การฟื้นฟูระบบเหมืองฝาย มีความสำคัญจำเป็นต่อการจัดการทรัพยากรน้ำ มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม ส่งกระทบเชิงบวกมาก ไม่ทำลายระบบนิเวศ และสิ่งแวดล้อม มีความหมายเป็นนัยยะสำคัญต่อการจัดระเบียบสังคมล้านนา ในมิติของความเป็นธรรม ความเสมอภาค สิทธิชุมชนพื้นฐาน เอื้ออาทร ตามฐานานุรูปของธรรมชาติชุมชนล้านนา สามรถที่จะลดปริมาณข้อขัดแย้งข้อพิพาทย์ของชุมชนที่เกิดจากกรณี การช่วงชิงการใช้ทรัพยากรน้ำ ระบบเหมืองฝายเป็นเอกลักษณ์ของความยุติธรรม และวิถีชีวิตชุมชนล้านนา มีคุณค่าต่อชาวล้านนา การจัดการระบบเหมืองฝาย ซึ่งหมายถึงการจัดระเบียบการใช้น้ำและจัดระเบียบสังคมชุมชนล้านนา จึงมีความเป็นไปได้ที่จะถูกพิจารณาให้รับการฟื้นฟูขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกในการพัฒนา ตามที่บรรพชนล้านนาได้สั่งสมองค์ความรู้นี้เป็นเวลาหลายศตวรรตแล้ว

การยกระดับภูมิปัญญาล้านนาขึ้นสู่ความสำคัญระดับนโยบายการพัฒนาชาติ
               
การจัดการระบบเหมืองฝาย ในอดีต เป็นการจัดการตามรูปแบบชาวบ้านโดยยึดถือรายละเอียดตามมังรายศาสตร์ ที่ชาวล้านนาถือเป็นกฎหมายศักดิ์สิทธิสูงสุด หรือเป็นรัฐธรรมนูญของชาวล้านนา เมื่อระบบการปกครองเปลี่ยนแปลงมาสู่ยุคปัจจุบันที่ปกครองโดยระบบนิติรัฐ ผ่านรัฐบาลกลาง องค์ความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาล้านนา ถูกลดบทบาท ความสำคัญลดลง พร้อมกับระบบการปกครองของล้านนา คตินิยม ประเพณี วัฒนธรรมบางอย่างของล้านนา ด้วยเหตุผลทางการเมือง เพื่อไม่ให้ขัดแย้งกับนโยบายการปกครองของรัฐสยามส่วนกลาง ซึ่งว่าเป็นนโยบายสมัยใหม่ นำพาประเทศไปสู่ความเจริญทันสมัยตามคติตะวันตก มรดกทางวัฒนธรรม อันครอบคลุมไปถึงภูมิปัญญา เรื่อง ระบบเหมืองฝาย การจัดการทรัพยากรน้ำและจะระเบียบสังคมล้านนา ก็ได้รับผลกระทบดังกล่าว ด้วยเหตุผลทางการเมืองเช่นกัน(เอกวิทย์ ณถลาง 2544)

                โดยหารู้ไหมว่า เกียรติยศ ศักดิ์ศรี สิทธิชุมชนขั้นพื้นฐาน ครรลองจารีตประเพณี ของชาวล้านนา ได้ถูกกระทำโดยการครอบงำความคิดของคนรุ่นใหม่ ถูกกลืนกลาย ถูกลดบทลาทลดพื้นที่ความสำคัญไปอย่างน่าเสียดายและใจหาย กระบวนการพัฒนาตามแบบแผนใหม่ที่นิยมทุนนิยม ตะวันตก ได้ไหลเข้ามาล้านนาพร้อมกับการปกครองตามนโยบายรัฐบาลกลาง เมื่อเราเปิดประเทศเข้าสู่ระบบการค้าค้าเสรีทุนนิยม ตลาดการค้า มีโลกาภิวัตน์เป็นสื่อเชื่อมอย่างเชี่ยวกราก ระบบเหมืองฝาย ระบบชลประทานราษฎร์ที่เคยทำหน้าที่หล่อเลี้ยง อุ้มชู จรรโลงชุมชนล้านนามาเป็นเวลาหลายศตวรรษ ถูกกระทบอย่างหนัก ด้วยการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิและสังคมแห่งชาติ องค์ความรู้ในมิติวัฒนธรรมชีวิตชุมชน ล่มสลายในบางพื้นที่ของล้านนา ขาดการสืบสานถ่ายทอดต่อเนื่อง ขาดช่วงไป เพราะนโยบายรัฐบาลกลาง เช่นกรณี ภาษาถิ่น(ตัวเมือง)ล้านนาถูกห้ามไม่ให้มีการเรียนการสอนในระบบโรงเรียนเป็นต้น เป็นดุจประหนึ่งว่า ดูถูกภูมิปัญญาของบรรพชนของตนที่ได้สั่งสมมาตลอดช่วงเวลาหลายชั่วอายุคน จนกลายเป็นวิถีชีวิต แบบแผนการปฏิบัติ การอยู่ร่วมกัน การทำมาหากิน การดูแลรักษา สภาพแวดล้อมให้เกิดความสมดุลย์(เสรี พงศ์พิศ 2546)

                การเรียกร้องรื้อฟื้นการจัดการะบบเหมืองฝาย ให้กลับมาอย่างมีเกียรติ สมศักดิ์ศรี ภาคภูมิ และเป็นไปได้ในสังคมปัจจุบัน จะต้องทำในหลายมิติ หลากหลายรูปแบบ และหลายระดับ เพื่อให้เกิดเป็นผลอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน มีพลังอำนาจเพียงพอที่จะผลักดันให้สำเร็จ ด้วยกระบวนการอันหลากหลาย เช่นในระดับนโยบายของรัฐบาล แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกฎหมาย ซึ่งจะกล่าวถึงเป็นลำดับดังนี้
การผลักดันตามกระบวนการกฎหมายสูงสุดของประเทศ คือรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2540 ซึ่งบัญญัติ มาตรา 46 บัญญัติ สิทธิในการอนุรักษ์ หรือ ฟื้นฟู จารีตประเพณี ไว้ว่า

                “บุคคล ซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมย่อมมีสิทธิ์ อนุรักษ์ หรือฟื้นฟู จารีตประเพฯ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ หรือวัฒนธรรม อันดีของท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วมในการจัดการบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม อย่างสมดุลย์และยั่งยืน ทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ” (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540)

                ดังนั้นระบบเหมืองฝายเป็นภูมิปัญญาที่มีเจตนารมย์ และวัตถุประสงค์ในการจัดการแบ่งสรรการใช้ทรัพยากรน้ำให้กับชุมชนอย่างเป็นธรรมและมีความสำคัญในอดีต จึงควรได้รับการฟื้นฟู บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญบัญญัติให้เป็นสิทธิและเสรีภาพของชาวไทยที่จะปฏิบัติได้

                วิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศ กล่าวถึงสภาพสังคมไทย ที่มุ่งหวังพัฒนา ไปสู่ สังคมที่เข้มแข็ง และมีดุลยภาพในสาม ด้าน ซึ่งด้านที่สอง เป็นเรื่องสังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ คือคนไทยทุกคน ควรมีโอกาสด้านการเรียนรู้ อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต รักษาและต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างเหมาะสม หมายความว่า สิ่งที่สังคมไทยได้เรียนรู้ต่างๆนั้นสามารถที่จะเอาไปรักษาและต่อยอดองค์ความรู้เดิมอันได้แก่ภูมิปัญญา อันมีอยู่แล้วในท้องถิ่นต่างๆ ชุมชนท้องถิ่นดำรงชีพอยู่ด้วยภูมิปัญญา ตั้งหลักปักฐานอยู่อย่างเหมาะสมและยั่งยืน ด้วยภูมิปัญญาของตนเองตามแนวทางแห่งบรรพชน(แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่9 2544-2549)

                ส่วนการถ่ายทอดเผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่น ได้รับการบรรจุไว้ แสดงให้เห็นว่า กระแสการตื่นตัว เห็นคุณค่าความสำคัญของภูมิปัญญา มีผลต่อการพัฒนาประเทศในเชิงบวก ซึ่งไม่เป็นอุปสรรค หรือข้อจำกัดต่อการพัฒนาตรมแนวตะวันตกสมัยใหม่ สามารถปรับประยุกต์ใช้ได้ หรือเป็นทางเลือกสำหรับการพัฒนา เพื่อสร้างศักยภาพความเข้มแข็งของครอบครัวและชุมชน ตามที่กล่าวในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่8 บทที่2ว่า
                “การเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวและชุมชน โดยการปฏิรูปกระบวนการเรียนการสอน ที่เน้นการส่งเสริม การวิจัย พัฒนา และเผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยรวม ศิลปะวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามเพื่อสร้างศักยภาพความเข้มแข็งของครอบครัวและชุมชน”(แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่8 2540-2544)

                 กระบวนการศึกษาและนำผลการศึกษา มาผลักดันให้มีการประกาศเป็นวาระแห่งชาติ (National Ajenda)เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนในเชิงนิตินัย ทั้งในรัฐธรรมนูญ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ริเริ่มมาตั้งแต่แผนพัฒนาฯฉบับที่7 (2535-2539) สืบเนื่องมาถึงแผนพัฒนาฯฉบับที่8 (2540-2544) ซึ่งช่วงระยะเวลาที่การพัฒนาประเทศได้รับผลกระทบจากการพัฒนาตามแบบแผนของตะวันตก เกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ประเทศไทยจึงได้ฉุกคิดถึงองค์ความรู้ท้องถิ่น หรือภูมิปัญญาท้องถิ่นของตนเองเพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาประเทศ ลดความเสี่ยงจากระบบกระแสโลกาภิวัตน์ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับ ปัจจุบัน (2545-2549) ก็ได้บรรจุ การพัฒนาประเทศที่มีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับสังคมที่เข้มแข็ง มีดุลยภาพ บนหลักของภูมิปัญญา อย่างยั่งยืน

                ความสำคัญของภูมิปัญญาในเชิงปฏิบัติอย่างจริงจัง อาจจะยังไม่ก้าวหน้านักเท่าที่ควร ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมชัดเจนยังไม่ค่อยปรากฏออกมากนัก กลายเป็นทางเลือกที่สองของสังคมไทยในการพัฒนา เพราะยังหลงระเริงร่า เถลิงสุขอยู่กับสังคมแห่งการพัฒนาตามแบบทุนนิยมโลกาภิวัตน์ อย่างแสนสำราญสคราญใจ เพราะติดอยู่กับ วาทกรรม การพัฒนาแนวใหม่ ซึ่งทำลายกระบวนการของภูมิปัญญา ในเชิงมิติวัฒนธรรม ชีวิตชุมชน บทเรียนอันเกิดจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ เมื่อปี 2540 คงจะเป้นอนุสติ เตือนย้ำให้สังคมได้ตระหนัก ให้ความสำคัญกับมรดกทางปัญญาของบรรพชนที่เรียกว่า ภูมิปัญญาล้านนา ที่พวกเขาพากันมองข้ามและเชิงดูถูกเหยียดหยาม ดูแคลนว่าล้าหลัง ล่าช้าต่อการพัฒนาประเทศ เป็นรูปแบบที่ไม่ทันสมัยในวิถีชีวิตยุคใหม่

การบูรณาการ ระบบเหมืองฝายเพื่อการพัฒนาในบริบทของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม
               
การบูรณาการภูมิปัญญา กล่าวคือ การจัดการระบบเหมืองฝายของสังคมล้านนา มีเป้าประสงค์อยู่ที่การประยุกต์ใช้ในการพัฒนา บ่งบอกให้เห็นความสำคัญในการแก้ไขปัญหา เรื่อง การจัดสรรบริหารทรัพยากรน้ำ อย่างมีประสิทธิภาพ ในมิติวัฒนธรรมชีวิตชุมชนเกษตร มีนัยยะสะท้อนถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจากระบบชลประทานสมัยใหม่ หรือชลประทานหลวง ไม่สามารถตอบสนองความต้องการใช้ทรัพยากรน้ำของชุมชนล้านนาได้เท่าที่ควร อีกทั้งระบบการจัดการเป็นระบบความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างอำนาจ มีความซับซ้อน ยุ่งยากต่อการเข้าถึงของประชาชน ทำให้เกิดช่องว่าง แปลกแยก ระหว่างตัวแทนอำนาจรัฐ กับชาวบ้าน ขาดความกลมกลืนในการ

                มีปฏิสัมพันธ์ และเป็นสาเหตุของความไม่เชื่อมั่นในระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยระบบชลประทานหลวงชาวบ้านไม่มีส่วนร่วมในระบบชลประทานหลวง ไม่สิทธิในการตัดสินใจ ไม่มีส่วนร่วมในกิจกรรมใดๆเป็นแต่เพียงผู้รับประทานจากชลประทานหลวง ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของเหมืองฝาย อย่างแต่ก่อน จึงน่าจะมีการบูรณาการการจัดการะบบเหมืองฝายให้เข้ากับบริบทในปัจจุบัน

                ระบบการจัดการเหมืองฝาย ตามภูมิปัญญาล้านนานั้น มีรูปแบบของการจัดระเบียบการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ โดยมีองค์เหมืองฝาย เป็นผู้บริหาร หรือควบคุมดูแลการใช้น้ำ มีกฎเกณฑ์กติกา และบทลงโทษผู้ล่วงละเมิด ซึ่งเรียกว่า สัญญาเหมืองฝาย ทรงความศักดิ์สิทธิ์และมีประสิทธิภาพ ภายใต้กฎหมายมังรายศาสตร์(วันเพ็ญ สุรฤกษ์ 2528 อ้างใน ชูศักดิ์ วิทยาภัค 2543)

                เราสามารถบูรณาการ ระบบเหมืองฝาย มาแก้ปัญหา การจัดการทรัพยากรน้ำที่ไม่เป็นธรรมกับชุมชนล้านนา อันเนื่องมาจากระบบชลประทานสมัยใหม่ ไม่มีประสิทธิภาพในการจัดการน้ำ กล่าวคือ มีการใช้ทรัพยากรน้ำในเชิงพาณิชย์ของนายทุนผู้แย่งชิงทรัพยากรน้ำจากชาวบ้าน แต่อำนาจในการจัดการบริหารแบ่งปันทรัพยากรน้ำ เป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ ซึ่งรู้สึกว่าเป็นคนละฝ่ายกับชาวบ้าน มีปัญหาในเรื่องความเชื่อมั่นว่าจะมีความเป็นธรรมมากน้อยขนาดไหน เพียงใด การจัดการระบบเหมืองฝายโดยรูปแบบองค์กรชาวบ้าน หรือระบบเหมืองฝาย น่าจะแก้ปัญหาตรงจุดนี้ได้ เพราะเป็นระบบที่มีทุนทางสังคมและวัฒนธรรมสูง เป้นทีอมรับของชุมชนล้านนามาตั้งแต่บรรพชน การจัดระเบียบสังคมชาวบ้าน จึงมีความเป้นไปได้สูงกว่าระบบชลประทานที่รัฐรับผิดชอบเช่นในปัจจุบัน

                กรณีเกิดข้อพิพาท เรื่องการช่วงชิงทรัพยากรน้ำซึ่งเกิดขึ้นได้แน่ๆ เพราะระบบการผลิตด้านการเกษตรเพื่อการค้า การตลาด มีความต้องการใช้ทรัพยากรน้ำเป็นจำนวนมาก ใช้พื้นที่เยอะ มิใช่เป็นผลิตเพื่อยังชีพแบบวิถีชีวิต หรือยังชีพของชุมชนแบบเดิม ที่เรียกว่า ทำอยู่ทำกิน ปัจจุบันการผลิตเพื่อจำหน่ายทั้งในตลาดต่างประเทศที่เรียกว่า การผลิตเพื่อการส่งออก และตลาดภายในประเทศ ล้วนแล้วแต่ใช้ทรัพยากร น้ำ ที่ดิน และพื้นที่ป่ามาก ทำให้ทรัพยากรน้ำไม่เพียงพอที่ชาวบ้านจะใช้หล่อเลี้ยงบำรุงพืชพันธ์การเกษตรในที่ต่ำกว่า ข้อพิพาทขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างนายทุนกับชาวบ้าน เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยมากและรุนแรง ผู้ที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ จึงน่าจะเป็นองค์กรชาวบ้าน หรือที่เรียกว่าองค์เหมืองฝาย ผ่านแก่เหมือง เข้ามามีบทบาทไกล่เกลี่ยเพื่อข้อยุติเป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่าย มีสันติวิธีเกิดขึ้นในชุมชน จุดแข็งของแก่เหมือง ก็คือรู้ปัญหา และเข้าใจปัญหา เป็นคนในท้องที่สั่งสมประสบการณ์ในชุมชนมานาน ย่อมสามารถที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้ ถ้าแก่เหมืองไม่สามารถที่รับมือกับปัญหานี้ได้ ก็จะเป็นภาระหน้าที่ของแก่ฝายซึ่งมีบารมีและอำนาจมากกว่า เป็นผู้พิจารณาแก้ไข ตัดสินปัญหา ปัญหาน่าจะยุติลงได้ในระดับนี้ เรื่องก็จะไม่ถูกส่งต่อไปยังอำเภอหรือจังหวัด ให้เป็นคดีควาฟ้องร้องกัน ถ้าเป็นอย่างนี้แสดงว่า คู่กรณีไม่ให้เกียรติ ไม่ไว้หน้ากับแก่ฝาย สังคมไม่ยอมรับในพฤติกรรมเช่นนี้ อาจจะถูกคว่ำบาท ห้ามคบค้าสมาคมกับชาวบ้าน (เอกวิทย์ ณ ถลาง 2544)

                ปัญหา การตัดไม้ทำลายป่า และสภาพแวดล้อม เพื่อสร้างเขื่อนชลประทานขนาดใหญ่ ส่งผลกระทบต่อระบบวัฒนธรรมชุมชน ต่อระบบนิเวศ ทำลายศักยภาพชุมชน และทำลายระบบกายภาพองค์รวมของธรรมชาติ วิถีชีวิตชุมชนที่เขาดำเนินมาเป็นเวลาหลายชั่วอายุคน จะต้องมีการอพยพเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน และทรัพย์สินไปเริ่มต้นใหม่ที่อื่น เพื่อให้โครงการสรางเขื่อนเกิดขึ้นให้ได้ จึงจำเป้นต้องเสียสละแบบไม่เต็มใจ และฝืนใจ ให้กับการพัฒนาตามกระแสใหม่แนวตะวันตก ระบบเหมืองฝายภูมิปัญญาล้านนา มีศักยภาพเพียงพอที่แก้ไข รับมือกับปัญหาเหล่านี้ได้ ทั้งนี้เป็นเพราะระบบเหมืองฝายเป็นชลประทานราษฎร์ขนาดเล็ก ไม่กระทบต่อพื้นที่ป่าไม้ พืชพันธุ์ สัตว์ป่า และที่ทำกินของชาวบ้าน มีศักยภาพเพียงพอในการฝันน้ำเข้านาได้จำนวนไร่มากกว่าชลประทานหลวง ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเต็มที่ อ่อนน้อมต่อธรรมชาติ จัดการแบบองค์รวม และยืดหยุ่นได้ในการจัดการ(พรทิพย์และคณะ อ้างใน ชูศักดิ์ วิทยาภัค 2543)

                ระบบเหมืองฝายล้านนา มีการสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน จนเป็นประเพณี ควบคู่มากับสังคมล้านนา จนกลาเป็นสถาบันทางสังคม(Social Institution)อย่างหนึ่งของภาคเหนือ แต่กำลังถูกท้าทายจากการพัฒนาระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ซึ่งทำให้รูปแบบของระบบเหมืองฝายได้รับผลกระทบอย่างหนัก ในบริบทการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมวัฒนธรรม ระบบเหมืองฝาย ควรจะมีการฟื้นฟูโดยกลยุทธ์ วิธีการ แบบพัฒนาโครงสร้างหน้าที่ในแนวทางจัดการน้ำและชลประทานลุ่มน้ำ รวมตัวกันเป็นเครือข่ายลุ่มน้ำ ทำตัวให้กลมกลืนเข้ากับการบริหารราชการ มีรูปแบบเป็นทางการที่ชัดเจน มีพระราชบัญญัติรับรองอย่างถูกต้องน่าจะดียิ่ง และมาตรฐาน มั่นคง(อุไรวรรณ 2528 อ้างในชูศักดิ์ วิทยาภัค 2543)

                ก่อนที่ระบบการจัดการทรัพยากรน้ำแบบเหมืองฝาย จะถูกประยุกต์ใช้กับการแก้ปัญหาเรื่องการจัดสรรทรัพยากรน้ำและจัดระเบียบชุมชนล้านนานั้น ควรจะมีการศึกษา เรื่องเหมืองฝายเพื่อให้เข้าใจในสภาพที่แท้จริง การฟื้นฟูระบบจัดสร้างเหมืองฝายเพื่อให้เกิดความมั่นคงถาวรกับตัวฝายนั้น รัฐควรสนับสนุนเฉพาะการปรับปรุงเทคโนโลยีเท่านั้น การบริหารจัดการต้องปล่อยให้เป็นอำนาจและสิทธิของชุมชนจริงๆ ควรสนับสนุนให้เกิดคณะกรรมการลุ่มน้ำ มีตัวแทนจากเหมืองฝายแต่ละระบบในลุ่มน้ำ เพื่อร่วมกันพัฒนา และอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเหมืองฝาย ระบบเหมือฝายควรมีบทบาทเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการของรัฐที่เข้าไปดำเนินการในลุ่มน้ำ ควรเป็นแก้ปัญหาทั้งระบบแบบองค์รวม ทั้งป่า ดิน น้ำ ระบบการเกษตรที่เหมาะสม(ชูศักดิ์ วิทยาภัค 2543)

                การบูรณาการระบบเหมืองฝาย ด้วยการฟื้นฟูขึ้นมาประยุกต์ใช้ เป็นการผลิตซ้ำทางมิติวัฒนธรรม ที่ทรงคุณค่าต่อวิถีชีวิตชุมชนล้านนา สอดคล้องกับกับรูปแบบแนวคิด ผูกพันธ์กับจิตวิญญาณชาวล้านนา เป็นทางออกเพื่อเลือกใช้ในบริบทการพัฒนา แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า จะหวนย้อมกลับไปใช้ระบบดั้งเดิมทั้งหมดอย่างเช่นในอดีต โดยปฏิเสธไม่ให้พื้นที่กับการพัฒนาระบบใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ฝ่าฝืนทวนกระแสอย่างตรงกันข้าม แนวโน้มของโลกสมัยเป็นเช่นนี้และประเทศเราเข้าสู่ระบบนี้แล้วเป็นเวลาเกือน4ทศวรรษแล้ว การฟื้นฟูระบบเหมืองฝายเป็นการประยุกต์ใช้ให้เข้ากับบริบทการเปลี่ยนแปลงตามกาลสมัยของสังคมล้านนา เพิ่มพื้นที่ในกระบวนการพัฒนาให้กับระบบเหมืองฝายอย่างผสมผสาน สอดรับการพัฒนากระแสหลักวัฒนธรรมโลกสืบเนื่องมาจากเราเข้าสู่ระบบการคาแบบทุนนิมเสรี จึงจำเป็นต้องปรับตัวในมิติกระบวนทัศน์ใหม่(News Paradigm) แต่เมื่อได้รับผลกระทบด้านลบจากกระแสหลัก(Main Stream)แล้ว การที่หวนกลับคืนสู่รากเหง้าเดิม คือภูมิปัญญาล้านนา ก็ไม่เป็นการเสียหาย เพราะเป็นมรดกทางปัญญาของเรา เพื่อเป็นภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงจากการพัฒนาตามกระแสหลักไปในตัว

ขั้นตอนการฟื้นฟูระบบเหมืองฝาย
                การฟื้นฟูระบบเหมืองฝาย ภูมิปัญญาล้านนา ในการจัดการจัดสรรทรัพย์การน้ำ และจัดระเบียบชุมชนล้านนา เพื่อหวังให้เกิดเป็นปรากฏการณ์ที่ในเหมือนในอดีต ควรศึกษาความเป็นไปได้วางขั้นตอนในกระบวนการฟื้นฟูระบบเหมืองฝาย จึงขอกำหนดขั้นตอนดังนี้
                1.ตั้งคณะกรรมการระดับชาติ เป็นตัวแทนแต่ละภาคที่รับผิดมองในมุมกว้าง เพื่อกำหนด สร้างนโยบายยุทธศาสตร์ภูมิปัญญา มีอิสระในการบริหาร ไม่เป็นส่วนราชการ แต่เป็นนิติบุคคล ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีโดยตรง คัดเลือกคณะกรรมการประจำจังหวัด อำเภอ และตำบล ตามจำนวนที่เหมาะสม
                2.สร้างกระบวนการเรียนรู้ ส่งเสริมการศึกษา วิจัย และพัฒนา ให้ทุกภาคส่วนของสังคม โดยเฉพาะเยาวชน นักเรียน นักศึกษา ได้เข้าใจ ความหมาย ความสำคัญของระบบเหมืองฝาย ในเชิงลึก กว้าง อย่างจริงจัง ชัดเจนเป็นรูปธรรม จัดทำหลักสูตรการเรียนรู้ทุกระดับชั้นการศึกษา
                3.จัดเวทีสัมมนาทางวิชาการต่อสาธารณ ระดมความคิด จากปราชญ์ชาวบ้าน ทำประชาพิจารณ์ เป็นวาระสำคัญในแต่ละภูมิภาคท้องถิ่น เพื่อบทสรุป แนวทาง และทิศทางอันเหมาะสมกับการฟื้นฟูระบบเหมืองฝายโดยจำเพาะ
                4.ทำกรณีศึกษาในมิติของพื้นที่ระบบเหมืองฝาย องค์ความรู้เฉพาะถิ่น โดยศึกษาและเรียนรู้จากปราชญ์ชาวบ้านที่ตกผลึกความคิดด้านภูมิปัญญาเหมืองฝาย
                5.ออกมาตรการและวิธีการให้การส่งเสริม สนับสนุน กระตุ้นให้ชุมชนท้องถิ่นรวมพลัง เพื่อผลิตสร้างระบบเหมืองฝายอย่างจริงจัง ทั้งรูปขององค์หมู่บ้านที่ลุ่มน้ำ
                6.ทำการประชาสัมพันธ์เชิงรุก ด้วยสื่ออันหลากหลาย ผลิตชุดความคิด และสร้างวาทกรรมการพัฒนาด้วยระบบเหมืองฝาย อย่างเป็นรูปธรรม และทันสมัย โดยการว่าจ้างบริษัทมืออาชีพ
                7.จัดประกวดการออกแบบ แนวคิดในการสร้าง ฟื้นฟูระบบเหมือง อย่างครบวงจร และถูกหลักวิชาการ
                8.บรรจุเป็นวาระแห่งชาติ(National Agenda) เน้นความสำคัญของระบบเหมืองฝายโดยเฉพาะ เพื่อการพัฒนาที่เข้มแข็งและยั้งยืนของชุมชน
                9.กำหนดเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาองค์รวมของการพัฒนาในแผนพัฒนาระดับชาติ ภาค และท้องถิ่น
                10.เสนอให้ออกเป็นบทบัญญัติ หรือ พระราชบัญญัติระบบเหมืองฝาย เหมือนกฏมังรายศาสตร์ในอดีต เช่นเดียวกับ พรบ.ป่าชุมชน

                ขั้นตอนที่เสนอนี้ไม่จำเป็นต้องทำทั้งหมดตามลำดับ ก่อนหลัง แต่สามารถที่จะตัดทอน ลดขั้นตอนได้ตามสมควรทั้งนี้ระยะเวลาในการดำเนินการไม่มีการกำหนดตายตัว ผู้รับผิดชอบในกระบวนการฟื้นฟูระบบเหมืองฝาย

                การฟื้นฟูระบบเหมืองฝาย แบบบูรณาการ เพื่อประยุกต์ใช้ในกระบวนการพัฒนาอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยผู้มีส่วนได้เสีย(Stakeholders)และคู่พันธกรณี(Cluster) ทุกภาคส่วนในแนวลึก และกว้าง ตามกระบวนการที่น่าจะเป็นดังนี้
                1.ผู้จุดประกายความคิด จุดระเบิดฟื้นฟูจากภายในชุมชนโดยตรง ผ่านกระบวนแนวคิดของผู้นำชุมชนและสมาชิกชุมชนที่มีส่วนร่วมทุกขั้นตอน ที่มีทั้งผู้นำชุมชน ผู้นำทางศาสนา
                2.พลังประชาชน องค์กรพัฒนาภาคเอกชนต่างๆ
                3.หน่วยปกครองทั้งส่วนภูมิภาค คือ อำเภอ จังหวัด หน่วยปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ อบต. อบจ. เทศบาล ทำแผนพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ไว้เป็นรายปี โดยการสนับสนุนด้านทรัพยากร อุปกรณ์ เทคโนโลยี
                4.ผู้ผลักดันให้เข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อออกเป็นกฎหมายระบบการจัดการเหมืองฝาย ได้แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ สมาชิกวุฒิสภา
                5.รัฐบาล รับผิดชอบในระดับนโยบายชาติ ออกเป็นนโยบายรัฐบาล เช่นแผนยุทธศาสตร์ ระเบียบวาระแห่งชาติ ดังที่ปรากฏในนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2548 ที่เกี่ยวกับการสนับสนุน และสอดคล้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ดังนี้

                นโยบายขจัดความยากจน “รัฐบาลจะเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการทรัพยากรน้ำ จัดหาและจัดสรรน้ำ ให้สอดคล้องกับความเหมาะสมของพื้นที่ และความต้องการในระบบการผลิตของเกษตรกรอย่างทั่วถึง” ตรงนี้เหมือนกับภารกิจและการฟื้นฟูระบบเหมืองฝายของภูมิปัญญาล้านนา
นโยบายบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม “ รัฐบาลจะดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ต้นทาง จนถึงปลายทาง สนับสนุนให้ชุมชนจัดทำฝายน้ำล้น และฝายชะลอความชุ่มชื้น หรือฝายแม้ว ตามแนวพระราชดำริ จะลงทุนเพื่อการพัฒนาแหล่งน้ำอย่างเป็นระบบตามระบบตามลักษณะกายภาพของลุ่มน้ำ” นายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานเปิดฝายแม้ว ที่จังหวัดพะเยา เมื่อคราวประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร เมื่อเดือนมิถุนายน 2548 ที่ผ่าน เป็นจุดประกายนโยบายการแก้ปัญหาทรัพยากรน้ำด้วยชลประทานราษฎร์ที่เรียกว่า ฝายแม้ว พื้นที่สูง

                นโยบายดังกล่าวเปิดช่องให้มีโอกาสสำหรับการฟื้นฟูระบบเหมืองฝาย แบบภูมิปัญญาล้านนา หน่วยงานที่รับผิดชอบที่เป็นเจ้าภาพใหญ่ ก็คือรัฐบาลผู้บริหารประเทศชาติ คือถ้าเบื้องบนเล่นด้วย ให้การสนับสนุน และส่งเสริม การฟื้นฟู้ก็มีสิทธิที่จะเป็นจริงได้
ส่วนผู้รับผิดชอบหน่วยงานสุดท้าย คือหน่วยงานทางด้านวิชาการ เป็นคลังสมองภูมิปัญญาของชาติ ซึ่งได้แก่ สถาบันการศึกษาทุกระดับชั้นในภาคเหนือ หรือชุมชนล้านนา

                ดังนั้น เมื่อทุกภาคส่วนในสังคมได้รับผิดชอบในการฟื้นฟูระบบเหมืองฝาย ตามภูมิปัญญาล้านนา ด้านการจัดการแก้ปัญหาทรัพยากรน้ำ และจัดระเบียบชุมชนล้านนา การบูรณาการประยุกต์ใช้ในการพัฒนาอย่างยั่งยืน ก็มีสิทธิที่บรรลุผลในระดับหนึ่งอย่างแน่นอน..

บทสรุป
               
การจัดการทรัพยากรน้ำด้วยระบบเหมืองฝาย เป็นภูมิปัญญาอันชาญฉลาด ในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำธรรมชาติ เพื่อหล่อเลี้ยงชุมชนเกษตร เป็นการจัดระเบียบทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนล้านนา ซึ่งสอดคล้องกับระบบนิเวศและความสามารถในการปรับตัวที่ตั้งเหมืองฝาย ณ จุดที่น้ำไหลลงมาจากหุบเขา หรือตอนบนสุดของที่ราบ
                การบริหารจัดการ ผู้ดำรงตำแหน่ง แก่ฝาย แก่เหมือง ควบคุมการแจกจ่ายน้ำ ยุติข้อพิพาทแย่งชิงน้ำ และแก้ปัญหาอุปสรรคต่างๆในรูปองค์กรชาวบ้าน เป็นการจัดระเบียบสังคมที่สัมพันธ์กับการจัดสรรน้ำ ซึ่งถือเป็นโครงสร้างหลักระดับพื้นฐานของสังคมล้านนาโครงสร้างการบริหารจัดการ ระบบเหมืองฝายได้จัดเป็นองค์กรเหมืองฝายประกอบ
                -แก่ฝาย เป็นหัวหน้าใหญ่คอยดูแลเหมือง ฝายให้เกิดประโยชน์เหมาะสม ได้รับเลือกจากแก่เหมืองอีกทีหนึ่ง (ระดับนโยบาย)
                -แก่เหมือง มีหน้าที่จัดการระบายน้ำเข้าไปหล่อเลี้ยงไร่นา จะต้องมีคุณธรรม เป็นที่เชื่อถือของชาวบ้าน และจัดการแบ่งปันน้ำอย่างยุติธรรม (ระดับปฏิบัติการ)

การแก้ไขข้อพิพาทกรณีการใช้ทรัพยากรน้ำ

1.   แก่เหมืองไกล่เกลี่ยตัดสิน
 
2.   แก่ฝายจัดการตัดสิน
   
3.   ฝ่ายปกครอง คืออำเภอ และจังหวัดจัดการ

                ระบบเหมืองฝาย เป็นภูมิปัญญาล้านนา ที่บริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่มีประสิทธิภาพ เน้นความเสมอภาค สิทธิชุมชนพื้นฐาน แก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งของชุมชนล้านนา ได้ด้วยองค์กรชาวบ้านที่ตั้งขึ้นมา เพื่อให้เกิดสันติสุข มีเกียรติภูมิ และวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับระบบธรรมชาติ
บูรณาการระบบเหมืองฝายกับการจัดการทรัพยากรน้ำและ การจัดระเบียบสังคมเกษตรกรรม
เป็นมอบหน้าที่ให้ตัวแทนชุมชนในตำแหน่งดังนี้
                -แก่ฝาย มีหน้าที่ ปกครองดูแลให้มีการเฉลี่ยน้ำทั่วถึง เป็นเอกภาพของชุมชนที่ใช้น้ำร่วมกัน มีพลังความเป็นกลุ่มเป็นก้อนในองค์กรชาวบ้าน
                -แก่เหมือง มีภาระหน้าที่ จัดสรรน้ำให้ทั่วถึงและเป็นธรรมกับผู้ใช้ทรัพยากรน้ำ

                ระบบเหมือง ฝาย มีคุณค่า สร้างความเป็นปึกแผ่น มั่นคงของชุมชน สร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนที่อยู่ในลุ่มน้ำเดียวกัน การฟื้นฟูระบบเหมืองฝายเป็นการผลิตซ้ำทางวัฒนธรรม มีคุณค่าสูง เป็นระบบความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชน และระหว่างชุมชนลุ่มน้ำเดียวกัน และเป็นประชาธิปไตยแบบชาวบ้านเป็นระบบแบ่งปันผลประโยชน์ในทรัพยากรน้ำเป็นระบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจในระดับท้องถิ่น คล้ายกับการกระจายอำนาจไปสู่ชุมชนให้รับผิดชอบจัดการกันเองก่อนเป็นการจัดระเบียบสังคมเกษตรกรรมของล้านนา สอดคล้องกับวิธีคิดและอุดมการณ์ของล้านนา มีผลในทางปฏิบัติจริงเป็นวิถีประชาธิปไตย ขนานแท้และดั้งเดิมของชาวบ้าน

               
ผู้รับผิดชอบในการบูรณาการระบบเหมืองฝาย มีหลายระดับที่ช่วยกัน ตามขั้นตอน และวิธีการ และมาตรการต่างๆ
                ดังนั้นการบูรณาการภูมิปัญญาล้านนาด้วยการฟื้นระบบเหมืองฝายในบริบทสังคมใหม่ มีความจำเป็นในกระแสการผลิตเชิงเกษตรกรรมของชุมชนล้านนา ซึ่งต้องอาศัยทรัพยากรน้ำจากฟ้า และเหมืองฝาย

                ปัจจุบันระบบชลประทานหลวงได้มามีบทบาทมากต่อการเกษตรในมิติของปริมาณทรัพยากรน้ำ แต่สิ่งที่ขาดหายไป หรือลดน้อยลง คือ พลังของชุมชน ที่จะแสดงออกถึงความเป็นเจ้าของในฝายหลวงที่ทางราชการสร้างให้ เป็นผู้รับฝ่ายเดียว น้ำใจที่เอื้ออาทร เกื้อหนุนกัน เอกภาพ ภราดรภาพก็ขาดหายไปพร้อมกับการมาของฝายชลประทานของหลวง

                การจัดระเบียบชุมชนที่ใช้องค์กรชาวบ้านจัดตั้งขึ้นโดยมีแก่เหมือง แก่ฝายเป็นผู้ดูแลรับผิดสมาชิกในชุมชน ยังมีความจำเป็น ทรงคุณค่าสำหรับสังคมเกษตรกรรมของล้านนา.


เอกสารอ้างอิง
        
สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ.2538.ชีวิตและงาน ผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ:บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้ง แอนพับลิชชิ่ง จำกัด.
         อานันท์ กาญจนพันธ์-บรรณาธิการ.2543. พลวัตรของชุมชนในการจัดการทรัพยากรสถานการณ์ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ:สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
         เอกวิทย์ ณ ถลาง.2544.ภาพรวมภูมิปัญญาไทย. กรุงเทพฯ:บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนพับลิชชิ่ง จำกัด
         -------------.2544.ภูมิปัญญาล้านนา.กรุงเทพฯ:บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนพับลิชชิ่ง จำกัด
         อานันท์ กาญจนพันธ์.2544.วิธีคิดเชิงซ้อนในการวิจัยชุมชน.กรุงเทพฯ:สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
         สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.2545.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540. พิมพ์ครั้งที่ 5.
         สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ.2545.แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์พัฒนาหลักสูตร.
         เสรี พงศ์พิศ.2546.วิธีคิดวิธีทำแผนชีวิตเศรษฐกิจชุมชน.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์ภูมิปัญญาไทย.
         -------------.2547.ร้อยคำที่ควรรู้.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์พลังปัญญา.
         สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี. 2548. คำแถลงนโยบายคณะรัฐมนตรี. กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี.
         กานดา ผรณเกียรติ์. 2548. เอกสารประกอบการสอน. มหาวิทาลัยนเรศวร.พิษณุโลก.
 

 

กลับขึ้นด้านบน

 

 
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา
103 วัดเจดีย์หลวง ถ.พระปกเกล้า ต.พระสิงห์
อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200
โทร. 0-5327-0975-6, โทรสาร 0-5381-4752

MAHAMAKUT  BUDDHIST  UNIVERSITY; LANNA CAMPUS
103  Wat Jedeeluang Phrasingha Muang Chiang Mai 50200
TEL. 0-5327-0975-6,  FAX. 0-5381-4752
Contact us : mbulnc@gmail.com , asksak@hotmail.com